วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2553

[1313] ฝึกฟังภาษาอังกฤษ กับ The English Desk

สวัสดีครับ
อีกครั้งหนึ่งครับที่ผมมีไฟล์ mp3 มาให้ท่านดาวน์โหลดเพื่อนำไปฝึกฟัง และ ก็มี script เป็นไฟล์ pdf ของเสียงที่ฟังให้ด้วย

เว็บต้นทาง:
englishtips.org
englishdesk.blogspot.com

มีทั้งหมดประมาณ 80 ตอน ข้างล่างนี้ครับ
Mp3:
ตอนที่ 3,4,5,12,19,25
ตอนที่ 26-50
ตอนที่ 51-75
ตอนที่ 76-100
ตอนที่ 101-119

pdf:
English Desk Exercises with keys
English Desk Scripts

ทางเว็บเขาแนะนำวิธีการฝึกฟัง ดังนี้ครับ
1 Listen to the podcast without reading the text.
(เที่ยวที่ 1:ฟังอย่างเดียว ยังไม่ต้องอ่าน)

2 Listen to the podcast for a second time and quickly write a few notes about what you hear.
(เที่ยวที่ 2:ฟังซ้ำ และรีบจดโน๊ตสั้น ๆ ประเด็นที่ได้ยิน)

3 Read the text with the podcast as you listen for the third time.
(เที่ยวที่ 3:อ่าน script พร้อมกับฟังซ้ำ)

4 Read aloud with the podcast.
(อ่านดัง ๆ ไปพร้อม ๆ กับเสียง mp3 ที่เปิด)

5 Try to explain what you have heard in your own words.
( พยายามอธิบายสิ่งที่ได้ฟังด้วยสำนวนภาษาของตัวเอง)

รู้สึกว่าเป็นคำแนะนำที่ perfect มากๆ เพราะได้ฝึกทั้งฟัง – เขียน – อ่าน – พูด ครบทุกทักษะ

ผมมีข้อคิดเห็นเพิ่มเติมดังนี้ครับ
ก. ในข้อ 1 ที่ฟังนั้น
อาจจะฟังหลาย ๆ เที่ยวก็ได้ ฟังจนคุ้นกับสำเนียงที่ได้ยินแม้อาจจะเข้าใจได้ไม่ครบถ้วนก็ตาม แต่ในช่วงนี้ ห้ามดู script เด็ดขาด เพราะถ้าดู script ในช่วงนี้ แม้จะช่วยให้เข้าใจ แต่อาจจะเป็นความเข้าใจที่เกิดจาการอ่าน ไม่ใช่เกิดจากการฟัง ต้องไม่ลืมว่าในที่นี้เราต้องการฝึกหูให้สามารถฟังเข้าใจด้วยตัวของหูเอง ไม่ใช่เข้าใจโดยมีตาช่วยอ่าน ในช่วงนี้ที่ปล่อยให้หูทำงานด้วยการฟังโดยลำพัง แม้ท่านอาจจะรู้เรื่องบ้าง-ไม่รู้เรื่องมาก ก็ยังไม่ต้องไป serious หรือหงุดหงิดที่ฟังไม่รู้เรื่อง เพราะว่า การทำให้หูคุ้นเคยกับสำเนียงเป็นงานที่ 1, ส่วนการทำให้หูเข้าใจศัพท์หรือสำนวนเป็นงานที่ 2, ในช่วงแรกที่ฟังนี้ให้เราเอาสมาธิไปติดตั้งไว้ที่หูโดยให้ความสนใจ 100 % และทำงานที่ 1 ก่อน, ส่วนงานที่ 2 ค่อยทำในช่วงถัดไป

ข. ในข้อที่ 2 ที่ฟังซ้ำ และรีบจดโน๊ตสั้น ๆ นี้ ถ้าจดเป็นภาษาอังกฤษได้ก็ดีครับ (ไม่ต้องจดเป็นประโยคที่สมบูรณ์) ถ้าไม่ได้ก็จดอังกฤษปนไทย แต่พยายามอย่าจดเป็นภาษาไทยล้วน ๆ เลยครับ เพราะว่ายิ่งเราจดเป็นภาษาอังกฤษได้มากเท่าไหร่ ก็แสดงว่าเราคิดเป็นภาษาอังกฤษมากเท่านั้น และการคิดเป็นภาษาอังกฤษนี้เป็นสิ่งที่ควรฝึกอย่างยิ่งครับ

ค. ในข้อที่อ่าน script พร้อมกับฟังซ้ำนี้ ถ้าไม่สามารถอ่านและเข้าใจได้ทันที คงต้องเอา script มาแปลและตีความให้เข้าใจทะลุตลอด ก่อนที่จะฝึกในข้อถัดไป

ง. ในข้อที่อ่านดัง ๆ ไปพร้อม ๆ กับเสียง mp3 ที่เปิดนี้ เป็นสิ่งที่น่าฝึกอย่างยิ่งครับ เพราะเรื่องของเรื่องก็คือว่า ถ้าในข้อแรกหูของเราสามารถซึมซับสำเนียงที่ได้ยินไว้ได้ดีเพียงใด เราก็จะสามารถอ่านอกเสียงได้ดีเพียงนั้น นี่แหละครับที่ผมบอกไว้ในข้อแรกว่า ให้เราเอาสมาธิไปติดตั้งไว้ที่หูและให้ความสนใจ 100 % แก่การฟัง, อย่าวอกแวก ฟังได้ชัดมากเท่าไร-ก็จะพูดได้ชัดมากเท่านั้น และบ้างครั้งบางคราว ท่านอาจจะใช้ earphone ด้วยก็ได้ ซึ่งจะช่วยให้เราฟังสำเนียงชัดมากขึ้นอีก,

การอ่านออกเสียงดัง ๆ พร้อม ๆ กับเสียง mp3 ในข้อนี้ อาจจะฝึกมากกว่า 1 เที่ยวก็ได้

จ. ในข้อ พยายามอธิบายสิ่งที่ได้ฟังด้วยสำนวนภาษาของตัวเองนี้ ผมนึกไปถึงอาจารย์สอ เสถบุตร ผู้เรียบเรียงดิกชันนารี อังกฤษ – ไทย, ไทย – อังกฤษ ซึ่งมีชื่อเสียงมาค่อนศตวรรษ ท่านได้พูดไว้ว่า การฝึกพูดภาษาอังกฤษอย่างถูกวิธีคือการพูดแบบ “จำขี้ปาก” ฝรั่ง ผมเห็นว่านี่เป็นคำแนะนำที่วิเศษมาก เมื่อเรา “จำขี้ปาก” คือ พูดตามอย่างที่จำได้ ไม่ว่าจะเป็นการจำศัพท์เป็นคำ ๆ, จำวลีสั้น ๆ, หรือ จำสำนวนได้ทั้งประโยค นาน ๆ เข้าเราก็จะไม่หยุดเพียงเท่าที่จำได้ หรือหยุดที่การ “จำขี้ปาก” แต่ธรรมชาติของมนุษย์จะพยายามสร้างคำพูดของตัวเองขึ้นมาตามที่ต้องการจะพูด ก็คือข้อนี้ที่เขาต้องการให้เราฝึกนี่แหละครับ

ท่านผู้อ่านครับ วิธีการฝึกพูดกับไฟล์ mp3 และ pdf ที่แนะนำมาทั้งหมดนี้ ใช้ได้กับ mp3+pdf ทุกชุดที่ผมมีไฟล์ให้ดาวน์โหลดในบล็อกนี้ ผมขอแนะนำเพิ่มเติมว่า ถ้าไฟล์ชุด The English Desk ในหัวข้อนี้ไม่ถูกใจท่าน เพราะมันยากเกินไป ยาวเกินไป เนื้อหาไม่ถูกใจ พูดเร็วหรือพูดช้าเกินไป หรือเพราะอะไรก็แล้วแต่ ขอให้ท่านหาเอาใหม่ที่ถูกใจท่านจริง ๆ และฝึกฟังกับไฟล์ชุดนั้น, mp3 ภาษาอังกฤษก็เหมือนกับคนที่เรารักนั่นแหละครับ ถ้ารักแล้วก็อยากจะฟัง อยากได้ยินเสียงเขาพูด ฟังทั้งวันก็ไม่เบื่อ แต่ถ้าเป็นคนที่เราไม่รักก็ไม่อยากฟัง ถึงได้ฟังก็อาจจะไม่ได้ยิน เพราะฉะนั้น ขอให้พยายามหาสิ่งที่ท่านรักที่จะฟัง และท่านจะได้ยินและพูดตามได้ ภาษารักเป็นเช่นไร ภาษาอังกฤษที่เราจะฝึกเรียนให้รู้ก็เป็นเช่นนั้นแหละครับ
· * * * *

ผมตั้งใจจะจบแค่นี้ แต่นึกขึ้นมาได้ว่า มีอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นประสบการณ์ส่วนตัวที่ผมน่าจะนำเอามาเล่า เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อบางท่าน ขอคุยต่ออีกนิดนะครับ

อย่างที่ผมเคยเล่าให้ฟังหลายครั้งในบล็อกนี้ สำหรับคนรุ่นผม ภาษาอังกฤษที่เรียนตั้งแต่เด็กจนจบมหาวิทยาลัย กว่า 90 % เป็นเรื่อง reading และ grammar ส่วนการพูด-การฟัง แถบไม่เคยผ่านปาก-ผ่านหูเลย หลังจากเรียนจบและในช่วงสิบปีที่ทำงานในต่างจังหวัดก็เพียงแค่อ่านภาษาอังกฤษแต่ไม่เคยฝึกพูดหรือฟังเลย และเมื่อย้ายเข้ามาทำงานในกรุงเทพและถูกงานบังคับให้ต้องฟังรู้เรื่อง จึงต้องฝึกฟัง ช่วงนั้นแหละครับที่ผมรู้สึกหงุดหงิดท้อแท้ เพราะมันฟังไม่รู้เรื่องหรือรู้เรื่องน้อยเกินไปไม่ทันใจเอาซะเลย บ่อยครั้งที่ผมถามเพื่อนรุ่นพี่ว่า ผมต้องทนฟังไปอย่างนี้อีกนานไหมจึงจะฟังรู้เรื่อง ทุกคนตอบว่า ฝึกฟังไปเรื่อย ๆ ทุกวันเดี๋ยวก็รู้เรื่องเองนั่นแหละ ผมฟังคำตอบแบบนี้มาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ไม่เห็นจะฟังรู้เรื่องมากขึ้นสักเท่าไหร่ ท้อครับ !!

ช่วงนั้นเมื่องไทยยังไม่มีอินเทอร์เน็ต และผมได้ติดเคเบิ้ลทีวีเพื่อฟังข่าว BBC และ CNN ขอบอกว่า ต้องฟังแล้วฟังอีกเนิ่นนานเหลือเกินครับกว่าจะเริ่มฟังรู้เรื่อง แต่... แต่เมื่อเริ่มฟังรู้เรื่องแล้วมันก็ใช้เวลาไม่นานนักในการฟังให้รู้เรื่องมากขึ้น มันคล้าย ๆ กับเพิ่งขับรถเป็นใหม่ ๆ เข้าเกียร์ยังไม่ค่อยคล่อง แต่เมื่อเริ่มจะคล่องแล้ว จากเกียร์ 1 เป็นเกียร์ 2.. 3.. 4.. ก็ไม่ใช่เรื่องยาก

ผมได้ข้อสรุปของการฝึกฟังภาษาอังกฤษของตัวเอง ดังนี้ครับ
1.ไม่ควรต้องใจร้อน ผลทุกอย่างในโลกนี้มาจากเหตุ ถ้าทำเหตุให้ดีผลก็จะตามมาเอง การที่ในระยะแรกผมฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง ก็เพราะผมไม่ได้สร้างเหตุคือการฝึกฟังอย่างต่อเนื่อง ผลที่อยากได้คือการฟังรู้เรื่องอย่างดีจึงไม่เกิด แต่พอผมฝึกฟังนาน ๆ เข้า คือได้สะสมเหตุอย่างต่อเนื่อง ผลของมันก็ตามมาเอง คือผมฟังรู้เรื่องมากขึ้น และต่อให้ผมไม่อยากจะฟังรู้เรื่องมันก็ยังรู้เรื่องอยู่นั่นเอง เพราะการจะฟังรู้เรื่องมันไม่ได้อยู่ที่ผมอยากหรือไม่อยาก แต่มันอยู่ที่ผมได้สร้างเหตุไว้หรือไม่ได้สร้าง เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นไม่ต้องใจร้อน – ไม่ต้องหงุดหงิด ทำเหตุให้ดี ผลดีจะตามมาเอง

2.(เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ไม่ได้ “โม้” นะครับ) มีเพื่อนของผมบางคนเจอเหตุการณ์คล้าย ๆ กับผมแต่ฟังได้ช้ากว่า ผมมานั่งวิเคราะห์ดูแล้วก็ได้ข้อสรุปว่า น่าจะเป็นเพราะเขาฝึกอ่านภาษาอังฤษมาน้อยกว่าผม การฝึกอ่านนี้ทำให้เรารู้ศัพท์และสำนวนจากการอ่าน ผมขอย้ำ จากการอ่านผ่านตา, มิใช่จากการฟังผ่านหู แต่อย่างหนึ่งที่ผมทำเป็นนิสัยก็คือ เมื่อจะจำความหมายของศัพท์ ผมจะต้องฝึกออกเสียงศัพท์ที่ต้องการจำ จะต้องมั่นใจให้ได้ว่าผมออกเสียงคำศัพท์ถูกต้อง ตอนที่ผมใช้ดิกอังกฤษ – ไทย ผมก็ออกเสียงตามคำอ่านที่ดิกให้ไว้ และเมื่อผมขยับขึ้นมาใช้ดิกอังกฤษ – อังกฤษ ผมก็พยายามอ่านเครื่องหมายโฟเนติกส์ให้ออก เพื่อจะได้รู้วิธีการออกเสียง เพราะฉะนั้นผมจึงรู้ศัพท์โดยมีเสียงคำอ่านอยู่ในใจโดยที่หลาย ๆ คำก็ไม่เคยฟังฝรั่งออกเสียงด้วยหูของตัวเอง เพราะไม่รู้ว่าจะไปฟังได้ที่ไหน (ผู้เรียนสมัยนี้ โชคดีกว่าสมัยผมเยอะเลยครับ)

ครั้นเมื่อผมมาเริ่มฝึกฟังเอาจริง ๆ จัง ๆ เสียงอ่านคำศัพท์ที่ได้ยินผ่านหู (จากช่องทีวี UBC หรืออินเทอร์เน็ต) มันก็ไป match กับเสียงอ่านของตัวเองที่ผมตุนฝึกไว้ เมื่อฝึกฟังนาน ๆ สำเนียงผ่านหูของสารพัดคำศัพท์ มันก็ไป match กับสำนวนผ่านตา ที่ได้สะสมไว้ ผมคิดว่านี่น่าจะเป็นสาเหตุที่ช่วยให้ผม เมื่อฝึกฟังจึงฟังรู้เรื่องได้เร็ว เพราะมีหน้าที่เพียงเอาสำเนียงที่เรียนรู้ใหม่ไป match กับสำนวนที่เรียนรู้มาก่อนเก่า ถ้าต้องฝึกฝนทั้งสำนวนและสำเนียงในเวลาเดียวกัน คงต้องใช้เวลาเยอะทีเดียวครับกว่าจะฟังได้รู้เรื่องเป็นที่น่าพอใจและใช้งานได้ เพราะฉะนั้น การฝึกฟังและการฝึกอ่านควรทำไปพร้อม ๆ กัน

ท่านผู้อ่านครับ ผมเชื่อว่า ทุกท่านทำได้ หลายท่านอาจจะทำได้ง่ายกว่าผมด้วยซ้ำไป

พิพัฒน์
GemTriple@gmail.com

วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553

[1312]อ่านอังกฤษคล่องต้องเข้าใจแกรมมาร์ 4เรื่องนี้

สวัสดีครับ
ที่ลิงค์นี้ [173] แนะนำเทคนิคการฝึกอ่าน นสพ.ภาษาอังกฤษ
ผมได้เล่าประสบการณ์เกี่ยวกับการเคี่ยวเข็ญตัวเองให้อ่านภาษาอังกฤษให้รู้เรื่อง และได้ข้อสรุปว่า มีอุปสรรคที่หนักหนาที่สุด 2 ข้อที่ทำให้อ่านภาษอังกฤษไม่รู้เรื่อง
ข้อที่ 1: ไม่เข้าใจโครงสร้างประโยค
ข้อที่ 2: ไม่รู้ศัพท์

และที่ลิงค์นี้ [175] เทคนิคการอ่าน นสพ.ฝรั่งให้รู้เรื่อง (ภาค 2)
ผมได้พูดโยงถึงวิธีการแยกประโยคออกเป็นส่วนย่อย ๆ ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจโครงสร้างประโยคได้ง่ายขึ้น

ผมลองถามตัวเองเจาะ ๆ ว่า คำว่า “โครงสร้างประโยค” ที่เราควรจะเข้าใจเพื่อให้อ่านภาษาอังกฤษรู้เรื่องนั้น มันมีอะไรบ้าง? หลังจากนั่งเทียนอยู่ครึ่งชั่วยาม ผมก็ขอฟันธงว่า ในชั้นต้นที่สุด มีแกรมมาร์เกี่ยวกับโครงสร้างประโยคอยู่เพียง 4 เรื่อง ที่เหมือน 4 ล้อของรถยนต์ซึ่งจำเป็นทุกล้อ ขาดล้อใดล้อหนึ่งไม่ได้เลย

4 เรื่องนี้คือ1.ชนิดของคำ หรือ part of speech
2.ลักษณะ โครงสร้าง ของประโยคชนิดต่าง ๆ
3.อนุประโยค หรือ Clauses
4.วลี หรือ Phrases


มาถึงตรงนี้ ท่านผู้อ่านบางท่านอาจจะระลึกได้ถึงความเบื่อเมื่อแรกรู้จัก 4 เรื่องนี้สมัยเมื่อนั่งอยู่ในชั้นเรียน และฟังอาจารย์แนะนำให้รู้จัก gang of four นี้ คือ parts of speech, sentences, clauses, phrases
ผมกำลังจะบอกท่านผู้อ่านอย่างนี้ครับ สมัยก่อนเมื่อมีเวลาอ่านหนังสือมาก ๆ ผมเองได้อ่านทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ตอนที่อ่านภาษาอังกฤษและอ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะติดขัดที่โครงสร้างและศัพท์ ผมก็สนใจที่จะจดจำศัพท์มากกว่าศึกษาแกรมมาร์ เพราะผมไม่ชอบเรียนหรือท่องแกรมมาร์

ณ วันนี้ เมื่อหวนมองย้อนหลังไปยังอดีต ผมได้บทเรียนว่า ถ้าผมไม่เลือกที่รัก-ไม่มักที่ชัง คือถ้าผมรักศัพท์และรักแกรมมาร์เท่าเทียมกัน ทักษะการอ่านภาษาอังกฤษของผมคงไปได้เร็วกว่านี้

และเมื่อพูดถึงแกรมมาร์ซึ่งมีเป็นร้อย ๆ หัวข้อ, ถ้าเรามุ่งที่จะอ่านภาษาอังกฤษให้รู้เรื่อง ก็ควรศึกษาให้คล่องใน 4 หัวข้อนี้ก่อน คือ parts of speech, sentences, clauses, phrases เพราะมันจำเป็นต้องรู้จึงจะอ่านได้เข้าใจ ถ้าไม่รู้จะแยกแยะเนื้อเรื่องได้ยาก อ่านแล้วจะรู้สึกยุ่ง

ผมไม่รู้ว่า วิธีการศึกษาตามประสบการณ์ของผมนี้ถูกต้องตามหลักวิชาการหรือเปล่า ถ้าผิดพลาดหรือบกพร่อง รบกวนผู้รู้ช่วยแนะนำด้วยครับ

ลิงค์ข้างล่างนี้เป็นคำอธิบายที่เป็นภาษาไทย (ยังไม่สมบูรณ์) ท่านใดพบเห็นลิงค์ดีอื่น ๆ ช่วยแจ้งให้ทราบด้วยนะครับ

[1] ชนิดของคำ หรือ part of speech
ลิงค์ที่ 1
ลิงค์ที่ 2
ลิงค์ที่ 3

[2]ลักษณะ โครงสร้าง ของประโยคชนิดต่าง ๆ
คลิก


[3] อนุประโยค หรือ Clauses
คลิก


[4] วลี หรือ Phrases 
คลิก


ท่านผู้อ่านครับ การอ่านเป็นทักษะที่หลายคนอาจจะไม่ค่อยชอบเท่ากับการพูด แต่ผมเห็นว่า
1.เราสามารถได้รับความรู้จากการอ่าน มากกว่าจากการพูด
2.ถ้าอ่านเก่ง ก็จะช่วยให้เขียนเก่ง พูดเก่ง ฟังเก่ง
3.หาหนังสือมาอ่าน ง่ายกว่า หาฝรั่งมาพูดด้วย


พยายามอ่านให้คล่องเถอะครับ ผมรับรองว่าคุ้มค่ากับความพยายามแน่ ๆ

พิพัฒน์