วันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2551

[826] แนะนำ Webster's English Learner's Dictionary

สวัสดีครับ
ท่านผู้อ่านที่เป็นแฟน blog นี้อาจจะรู้สึกสงสัยหรือรำคาญว่า ผมแนะนำหรือพูดถึงประโยชน์ของดิกชันนารีบ่อยเหลือเกินหรือบ่อยเกินไป
ผมก็รู้สึกตัวเองเช่นนี้เหมือนกันและมานั่งเงียบ ๆ หาสาเหตุว่าทำไมผมถึงมีอาการเช่นนี้ และต่อไปนี้ผมคิดว่าเป็นการวินิจฉัยที่เป็นกลางที่สุด คือ:

ผมเห็นว่า แม้เราจะเรียนภาษาอังกฤษกันมาตั้งแต่เด็ก แต่เราก็คุ้นเคยกับภาษาอังกฤษน้อยเกินไป เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่เราจึงใช้งานภาษาอังกฤษได้น้อยเกินไป ฉะนั้น เพื่อชดเชยกับทักษะที่ควรมีแต่กลับขาดหายไป เราจึงต้องทำความคุ้นเคยกับภาษาอังกฤษให้มากเป็นพิเศษ เพราะเมื่อตอนเป็นนักเรียนเราคุ้นเคยกับภาษาอังกฤษน้อยเป็นพิเศษ วิธีทำความคุ้นเคยก็ทำได้ 2 แบบ

แบบที่ 1 – หาโอกาสที่จะคุ้นเคยกับฝรั่งหรือชาวต่างชาติตัวเป็น ๆ ที่พูดภาษาอังกฤษ เราจะได้พูดกับเขา ฟังจากเขา เขียนถึงเขา และอ่านสิ่งที่เขาเขียนถึงเรา นี่หมายถึงถ้าเรามีโอกาสที่จะทำได้เราก็น่าจะทำแบบนี้

แบบที่ 2 – แต่ถ้าหาโอกาสไม่ได้ในการทำแบบที่ 1 เราก็ต้องศึกษาจากอุปกรณ์เสริม คือ เราต้องฟังเยอะ ๆ จากวิทยุ โทรทัศน์ CD หรือ อินเตอร์เน็ต, เราต้องอ่านเยอะ ๆ จากสารพัดแหล่งที่เราจะอ่านได้ เช่นจากหนังสือพิมพ์ หนังสือเล่ม หรือจากเน็ต, เราต้องหัดพูดเยอะ ๆ จากแบบฝึกพูดที่จำลองสถานการณ์คล้ายกับเราเรียนกับครูจริง ๆ ซึ่งในเน็ตก็มีให้ฝึกเยอะเหมือนกัน หรือการเขียนก็เช่นเดียวกัน มีแบบฝึกหัดมากมายที่เราสามารถ train และ test ตัวเองได้

แล้วที่พูดมาทั้งหมดนี้มันเกี่ยวข้องอะไรกับดิกชันนารีที่ผมชอบพูดถึง ‘ท่าน’ นักหนา ? (ใช้สรรพนามว่า ‘ท่าน’ ไม่ผิดหรอกครับ เพราะดิกชันนารีต้องถือว่าเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยให้เราเก่งภาษาอังกฤษ)

คำตอบก็คือ เราสามารถฝึกให้ตัวเองเก่งอังกฤษโดยเรียนกับดิกชันนารี ทั้งเรื่องการฟัง – พูด – อ่าน และ เขียน แต่ต้องเป็นดิกชันนารี อังกฤษ – อังกฤษน ะครับ ไม่ใช่ดิกอังกฤษ - ไทยซึ่งก็มีประโยชน์เหมือนกันแต่น้อยกว่าดิก อังกฤษ – อังกฤษ

สำหรับพวกเราที่มีเป้าหมายในการฝึกฝนพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของตนเอง เมื่อมองไปยัง ดิกชันนารี อังกฤษ – อังกฤษ ที่ฝรั่งเป็นผู้ทำ ก็จะพบว่า แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

ประเภทที่ 1 - ดิกชันนารี อังกฤษ – อังกฤษ ที่ใช้ยาก เป็นดิกที่ฝรั่งซึ่งโตแล้วเขาใช้กัน และก็นาน ๆ อาจจะหยิบมาใช้สักครั้ง เช่น เปิดดูการสะกดคำ (spelling), เปิดดูความหมายที่แน่นอนในฐานะที่เป็นหนังสืออ้างอิง ดิกชันนารีที่ได้รับความเคารพนับถือเช่น ของ Merriam-Webster ก็จะถูกใช้มากในงานเช่นนี้, หรือเปิดเพื่อดูที่มาของคำศัพท์ หรือ etymology เป็นต้น

ดิกชันนารีประเภทที่ 1 นี้ มีทั้งที่ขายเป็นเล่มและมีเว็บ online ให้ค้นหาศัพท์ได้ฟรี ๆ ยี่ห้อที่ดังที่สุดที่ผมรู้จักมี 2 ยี่ห้อ คือ (โขคดี มี audio ให้คลิกฟังการออกเสียงคำศัพท์ทั้ง 2 เว็บเลยครับ) คือ

[1] Merriam-Webster Dictionary
[2] American Heritage® Dictionary of the English Language

ดิกประเภทที่ 1 นี้มักไม่ได้บอกอะไรมาก นอกจากคำนิยามศัพท์, ที่มาของคำศัพท์ หรือมีตัวอย่างการใช้คำศัพท์นิด ๆ หน่อย ๆให้ดู

ใน blog นี้ผมแนะนำดิกชันนารีประเภทที่ 1 นี้น้อยมาก ส่วนใหญ่ผมจะแนะนำดิกชันนารี อังกฤษ – อังกฤษ ประเภทที่ 2

ดิกชันนารีประเภทที่ 2 มีศัพท์เรียกกันว่า learner’s dictionary คือเป็นดิกชันนารีสำหรับนักเรียนภาษาอังกฤษ ซึ่งนอกจากจะแสดงความหมายของคำศัพท์แล้ว ยังมีของแถมอีกหลายอย่าง เช่น คำอ่าน, เสียงอ่าน, หลาย ๆ วลีหรือประโยคตัวอย่างแสดงการใช้ศัพท์, หลักแกรมมาร์ที่เกี่ยวข้อง, collocation หรือคำศัพท์ตัวอื่น ๆ ที่มักจะใช้ควบคู่กับศัพท์ตัวนี้, idiom หรือสำนวน ฯลฯ พูดง่าย ๆ ก็คือ เราสามารถเรียนรู้ภาษาอังกฤษจากการค่อย ๆ เรียนรู้คำศัพท์ไปทีละคำจาก learner’s dictionary นี่แหละ

ดิกชันนารีประเภทที่ 2 นี้ ก็มีทั้งที่ขายเป็นเล่มและมีเว็บ online ให้ค้นหาศัพท์ได้ฟรี ๆ เช่นเดียวกับประเภทที่ 1 ยี่ห้อดัง ๆ ที่มีทั้ง 2 แบบ คือ ดิกเล่มและดิกเว็บ ที่ผมรู้จักมี 5 ยี่ห้อ ดังนี้ครับ
1. Oxford
2. Longman
3. Cambridge
4. Cobuild
5. Newburry House
ต้องบอกว่าผมใช้ดิกชันนารี ประเภท learner’s dictionary มาจนคุ้นเคยและได้รับประโยชน์จากดิกเหล่านี้อย่างมาก จึงอยากให้ท่านได้รับประโยชน์เช่นเดียวกัน

ที่เล่ามาทั้งหมดตั้งแต่ต้นนี้คือไตเติ้ล แต่สิ่งที่ผมต้องการแนะนำเป็นพิเศษในวันนี้คือ Merriam-Webster's English Learner's Online Dictionary

เรื่องของเรื่องก็คือ ผมรู้จัก Webster Dictionary มานาน ทั้งในรูปดิกเล่มและดิกเว็บ โดย Webster เป็นดิกประเภทที่ 1 ที่ใช้ยากหน่อยอย่างที่บอกไว้ข้างต้น

แต่เมื่อไม่นานมานี้เอง(ตามที่ผมเข้าใจ) Webster ได้พิมพ์หนังสือ Merriam-Webster's English Learner's Online Dictionary ผมโทรศัพท์ไปถามที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯแล้ว ยังไม่มีขายครับ แต่มีเว็บให้ใช้ฟรี ๆ ที่นี่ครับ:
http://www.learnersdictionary.com/

วันนี้ผมไม่ขอแนะนำอะไรมากเกี่ยวกับ Merriam-Webster's English Learner's Online Dictionary ที่เพิ่งออกตัว และเป็น talking dictionary ด้วย ผมขอให้ท่านลองเข้าไปใช้ด้วยตัวเองดีกว่าฟังผมพูด สำหรับท่านที่รักดิกและเคยใช้ประโยชน์จากดิกประเภท learner’s dictionary ผมขอรับรองว่า Merriam-Webster's English Learner's Online Dictionary เป็นสมาชิกอีก 1 ยี่ห้อที่จะไม่ทำให้ท่านผิดหวังเลย

แถม: http://dictionary.babylon.com/

* * * * *

พอเขียนมาถึงบรรทัดนี้ ผมก็กะว่าจะจบ แต่ฉับพลันก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ มันไม่เกี่ยวกับเรื่องที่คุยกันวันนี้สักเท่าไหร่ แต่ผมจะพยายามโยงให้มันเกี่ยวกันจนได้ ไม่เชื่อก็ลองอ่านดูไปจนจบซีครับ

ก็คือเรื่องของคนกลัวภาษาอังกฤษครับ…


เรื่องแรก
หลายปีมาแล้ว หน่วยงานที่ผมทำงานอยู่เป็นเจ้าภาพจัดงานแข่งขันฝีมือแรงงานระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน จัดที่กรุงเทพนี่แหละครับ เรื่องที่ พวกเราหลายคนที่เป็น เจนเนอรัล เบ๊ กลัวกันมากที่สุดไม่ใช่เรื่องการเตรียมงานสารพัดอย่างที่หนักหนาสาหัสทีเดียว แต่กลับเป็นว่า กลัวจะเผลอถูกต่างชาติเดินเข้ามาถามอะไรสักอย่างแล้วเราวิ่งหนีไม่ทัน อันที่จริงเราก็จัดเจ้าหน้าที่ซึ่งพูดภาษาอังกฤษได้ดีเป็นผู้ประสานงานกับทุกประเทศอยู่แล้ว แต่ก็นั่นแหละครับ เพราะงานใหญ่และคนก็เยอะจึงเป็นไปได้ว่า แขกอาเซียนไม่ว่าจะเป็นมาเลย์ อินโดนีเซีย หรือชาติอื่นจะเดินเข้ามาสอบถามอะไรสักอย่าง แล้วเขาก็ไม่รู้ด้วยว่า staff ไทยคนไหนพูดภาษาอังกฤษได้หรือไม่ได้ ยังไงสงสัยก็ขอถามไว้ก่อนล่ะ แล้วเรื่องก็เกิดจริง ๆ คือมีคนอินโดตัวดำคนหนึ่งเดินเข้ามาหารุ่นน้องของผมและคงแสดงท่าทางจะพูดอะไรสักอย่างหนึ่ง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตอนที่ผมไม่ได้อยู่ตรงนั้น น้อง ๆ มาเล่าให้ฟังว่า ยังไม่ทันที่แขกอินโดคนนั้นจะพูดอะไรออกมา เจ้าหน้าที่ไทยหมายเลข 1 คนนั้นก็จูงมือแขกอินโดไปพบกับเจ้าหน้าที่คนที่ 2 เพราะตัวเองพูดภาษาอังกฤษไม่ได้หรือไม่กล้าพูดก็ไม่รู้แหละ เหตุการณ์กลายเป็นว่าเจ้าหน้าที่คนที่ 2 ก็จูงมือแขกไปหาเจ้าหน้าที่คนที่ 3 ... ทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีการพูดจาอะไรกันทั้งสิ้นระหว่างแขกกับเจ้าภาพ แขกน่ะคงอยากจะพูดอยู่หรอก แต่เจ้าภาพเอาแต่จูงมือแขกเหมือนส่งไม้วิ่งผลัดไม่ยอมพูดยอมจาอะไรทั้งสิ้น ผมว่าเจ้าหนุ่มชาวอินโดคนนี้ถ้าไม่อารมณ์ดีหรือมองโลกในแง่ดีเอามาก ๆ ก็ต้องเคยบำเพ็ญบารมีขันติธรรมขั้นอุกฤษฎ์จึงยอมให้คนไทยจูงไปได้จนถึงคนที่ 5 และผมก็ไม่รู้อีกเช่นกันว่าเจ้าภาพชาวไทยคนที่ 5 มีความกล้ามหาศาลที่จะรับแขก หรือหมดคนที่จะจูงไปหาแล้วก็ไม่รู้เหมือนกัน แขกจึงได้มีโอกาสพูดสิ่งที่เขาต้องการจะพูด คือเขาต้องการพูดว่า “Thank you very much” เพราะเจ้าหน้าที่ของเราไปบริการอะไรให้เขาสักอย่างหนึ่งนี่แหละ ผมไม่แปลกใจที่เขายืนยันจะกล่าวขอบคุณ เพราะผมรู้ว่าในงานครั้งนั้นพวกเราให้บริการแขกต่างบ้านต่างเมืองอย่างน่าประทับใจจริง ๆ แต่ผมแปลกใจว่า ทำไมความกลัวที่จะพูดภาษาอังกฤษมันถึงได้มีขนาดและปริมาณมหาศาลมโหฬารพันลึกปานนั้น ที่จริงถ้าเจ้าหน้าที่คนแรกระงับความกลัวและทำใจดีสู้เสือหยุดฟังสักนิด เรื่องก็คงไม่โกลาหลถึงปานนี้

เรื่องที่ 2 เป็นเรื่องจริงสั้น ๆ ที่เกิดขึ้นสมัยผมเรียนมหาวิทยาลัย ณ นาทีนี้เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ผมยังนึกแปลกใจและขำไม่หายว่าทำไมคนที่ไม่ชอบภาษาอังกฤษจึงเป็นไปได้ถึงปานนั้น ตอนนั้นผมพักอยู่ที่หอพัก ผมซื้อดิกชันนารีอังกฤษ – อังกฤษมาเล่มหนึ่ง รู้สึกว่าจะยี่ห้อ Random House Dictionary ดิกเล่มนี้ขนาดใหญ่มากแต่ชำรุดนิดหน่อย ผมเลยซื้อมาได้ด้วยราคา 130 บาทเท่านั้นเอง วันนั้นผมวางดิกไว้ที่ขอบโต๊ะ แล้วเพื่อนคนหนึ่งดันซุ่มซ่ามเดินมาปัดจนดิกราคาถูกที่ผมรักหล่นจากโต๊ะลงไปบนพื้น ผมชักยั๊วะจึงบอกมันไปว่า “มึงทำดิกกูตกพื้นจนช้ำอย่างนี้มึงมาเตะกูซะยังจะดีกว่า มึงหยิบขึ้นไปวางให้เหมือนเดิมนะ” เพื่อนผมก้มลงไปหยิบอย่างที่ผมสั่งแต่ก็พูดว่า ดิกหนักตั้ง 3 กิโลอย่างนี้มึงจะเปิดไหมล่ะวะ?” ต้องบอกก่อนว่า ไอ้เพื่อนคนนี้ของผมมันเกลียดกลัวภาษาอังกฤษจนหัวหด ผมเอาดิกเล่มนั้นไปวางบนตาชั่งวัดน้ำหนัก มันหนักไม่ถึงกิโล ผมก็เลยบอกมันว่า “นี่มึงกลัวภาษาอังกฤษจนขี้ขึ้นหัว จนอะไรที่เกี่ยวกับภาษาอังกฤษมันหนักไปหมด มึงนี่เป็นเอามาก ๆ นะ”

ผมยก 2 เรื่องนี้มาเล่าเพื่อที่จะสรุปสั้น ๆ ว่า (ขอประทานโทษนิดนึงนะครับ) ถ้าท่านผู้อ่านของผมคนใดเกลียดกลัวภาษาอังกฤษเหมือนเพื่อนร่วมงานของผม 5 คนนั้น หรือเหมือนเพื่อนที่อยู่หอพักเดียวกับผมสมัยเรียนหนังสือ ณ บัดเดี๋ยวนี้ ขอให้ท่านอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลยครับ ภาษาอังกฤษไม่ได้น่ากลัวและก็ไม่ได้หนักเหมือนที่ท่านคิดหรอกครับ ผมไม่กล้าพูดว่า ภาษาอังกฤษง่ายนิดเดียว เดี๋ยวมันจะไปเหมือนประโยคฮิตของคุณแอนครูว์ บิกส์

ขอย้อนโยงกลับมาพูดเรื่องดิกยากและดิกง่าย หรือ learner’s dictionary ที่เป็นหัวเรื่องคุยของวันนี้ สำหรับดิกยากนั้นเขาจะไม่สนใจว่าคำศัพท์หรือลักษณะภาษาที่เขาใช้ในการนิยามศัพท์จะยากง่ายเพียงใด เพราะเขารู้ว่าคนอ่านเป็นผู้ใหญ่ มีความรู้ทางภาษา สามารถอ่านดิกของเขารู้เรื่อง แต่ดิกง่าย หรือ learner’s dictionary เขาจะจำกัดจำนวนคำศัพท์ที่ใช้สำหรับนิยามคำศัพท์หลัก พูดง่าย ๆ ก็คือศัพท์ที่เอามาใช้ในการอธิบายต้องง่ายกว่าคำศัพท์หลักที่ถูกอธิบาย อย่างเช่น ดิก Longman จะมี list คำศัพท์แค่เพียงประมาณ 2,000 คำที่นำเอามาใช้ในการอธิบายศัพท์ประมาณ 70,000 – 80,000 คำในดิกทั้งเล่ม หรือดิก Oxford หรือ learner’s dictionary ของ Webster ก็จะมีศัพท์เช่นนี้ประมาณ 3,000 คำเท่านั้นเอง

ขอยกตัวอย่างให้ท่านเห็นชัด ๆ คือคำว่า heaven ที่เรารู้อยู่แล้วว่าแปลว่า สวรรค์
ดิก Webster ฉบับยาก ให้คำจำกัดความไว้ดังนี้

Heaven = the dwelling place of the Deity and the blessed dead

ส่วน ดิก Webster ฉบับง่าย หรือ Merriam-Webster's English Learner's Online Dictionary ให้คำจำกัดความไว้ดังนี้

Heaven = the place where God lives and where good people go after they die…

ท่านเห็นความแตกต่างไหมครับ นี่ขนาดรู้แล้วนะครับว่า heaven แปลว่า สวรรค์ แต่พออ่านคำนิยามศัพท์ในดิก Webster ฉบับยาก แทบไม่รู้เลยว่ามันคือ สวรรค์ แต่เมื่ออ่านความหมายของ heaven เหมือนกันในดิก Webster ฉบับง่าย กลับรู้ได้ทันทีว่ามันคือสวรรค์แน่ ๆ

พออยากจะสรุปจริง ๆ ที่บรรทัดนี้ว่า
ถึงบางครั้งท่านจะรู้สึกว่า ภาษาอังกฤษนี้ยากนัก ก็ไม่ต้องไปกลัวมันหรอกครับ ถ้าเราเรียนภาษาอังกฤษด้วยความกล้าและร่าเริง เราก็จะค่อย ๆ รู้จักมันและเป็นเพื่อนกับมันได้ในเวลาไม่นานนัก ภาษาอังกฤษจะไม่น่ากลัวเหมือนที่เพื่อนของผม 4 – 5 คนนั้นกลัว, ภาษาอังกฤษจะไม่หนัก เหมือนที่เพื่อนร่วมหอพักของผมรู้สึกว่าหนัก และการเรียนภาษาอังกฤษจะเป็นเหมือนสวรรค์สำหรับเรา ตามที่นิยามไว้ใน Merriam-Webster's English Learner's Online Dictionary แม้ในขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่นี่แหละครับ

พิพัฒน์
pptstn@yahoo.com

วันพุธที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2551

[825] Webster’s Talking Dict-อ่านทุกคำ-ทั้งเล่ม

สวัสดีครับ
ดิกชันนารีมิได้มีไว้เพียงเพื่อเปิดหาความหมายของศัพท์เท่านั้น แต่ดิกยังเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์อีกหลายอย่างในการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ

ที่ Blog นี้ผมได้แนะนำเว็บไซต์ดิกชันนารีหลายเว็บ มีทั้งที่ใช้ online และดาวน์โหลดโปรแกรมดิกมาใช้ offline โดยไม่ต้องต่อเน็ต

-ถ้าต้องการใช้ดิกชันนารี online เชิญไปที่นี่ครับ
รวม Search Box สุดยอด Dict.

-ถ้าต้องการดาวน์โหลดโปรแกรมดิกมาใช้ offline โดยไม่ต้องต่อเน็ต ก็มีโปรแกรมที่ดีหลายโปรแกรม ท่านลองเลือกดูจากลิงค์นี้ครับ พจนานุกรม dictionary

แต่ถ้าท่านยืนยันให้ผมแนะนำสัก 1 โปรแกรม, โปรแกรมดิกชันนารีอังกฤษ-ไทย & ไทย-อังกฤษ ที่ผมขอแนะนำคือ Buddy Dictionary [273] จะเก่งอังกฤษ ต้องมี Dict. เป็น Buddy

และโปรแกรมดิกชันนารีอังกฤษ- อังกฤษ ที่ผมขอแนะนำคือ WordWeb Dictionary http://intereladsd.blogspot.com/2007/12/429.html ผมขอให้ท่านอ่านคำแนะนำให้ละเอียดสักนิดเพราะ wordweb เป็นโปรแกรมดิกอังกฤษ – อังกฤษ ฟรี ที่คุณถาพเยี่ยมจริง ๆ ฉะนั้น เราควรสามารถใช้ให้ครบประโยชน์ที่เขามีให้เรา

และวันนี้ ผมได้มาอีก 1 โปรแกรม คือ Webster’s Talking Dictionary
คุณสมบัติของ Webster’s Talking Dictionary ที่เหนือ WordWeb Dictionary ก็คือ สามารถคลิกเพื่อให้ออกเสียงได้ทุกคำ ไม่ใช่เพียงคำศัพท์หลักเท่านั้น แต่สามารถออกเสียงคำอธิบายคำศัพท์ และ ทุกคำที่เรา highlight พูดง่ายๆ ก็คือ สามารถออกเสียงคำทุกคำที่มีอยู่ใน Webster Dictionary ทั้งเล่ม

วิธีดาวน์โหลดและติดตั้ง
1. ดาวน์โหลดโปรแกรมดิก คือ Webster’s Talking Dictionary ดาวน์โหลด
(ท่านต้องดูให้ดีนิดนึงนะครับ เพราะโปรแกรมนี้มีขนาด 14.1 MB, บางทีมันดาวน์โหลดได้เพียง 5 MB และก็บอกเราว่า complete ผลก็คือใช้งานไม่ได้ ถ้าท่านเจอแบบนี้ ให้ delete ไฟล์ที่ดาวน์โหลดไม่ครบทิ้งเสีย และดาวน์โหลดใหม่ให้ครบ)

2. ติดตั้งโปรแกรมตามขั้นตอนปกติ โดยในขั้นตอนที่ติดตั้ง ให้ท่านคลิกเลือก Install to my hard drive (13 MB disk space required)
สำหรับท่านที่ไม่คล่องในการติดตั้ง เชิญอ่านคำแนะนำที่นี่ครับ วิธีดาวน์โหลดและติดตั้งไฟล์โปรแกรม

วิธีใช้งานหลังจากติดตั้งเสร็จแล้ว
1
. ไปที่ Start, All Programs, Parsons Technology, Webster’s Talking Dictionary

2. เมื่อหน้าต่างดิกปรากฎแล้ว ท่านจะสังเกตเห็นว่า ที่แถบไอคอนใต้ Menu Bar มีตัว D, ตัว Tสีแดง, ตัว A (คลิกเพื่อขยาย font), และไอคอนรูปลำโพง 3 – 4 ไอคอน
- ตัว D คือ Dictionary ซึ่งโปรแกรมจะตั้งค่าเริ่มต้น (default) ไว้เป็นตัว D
- ตัว T คือ Thesaurus คือดิกแสดงคำเหมือน + คำตรงกันข้าม อย่างเช่น ถ้าเราพิมพ์คำว่า fat ลงไป และคลิกที่ตัว T โปรแกรมจะแสดงให้เราทราบว่า คำว่า fat นี้ มี synonyms(ศัพท์ที่มีความหมายเหมือนหรือคล้ายกัน) และมี antonyms(ศัพท์ที่มีคามหมายตรงกันข้าม) อะไรบ้าง โดย synonyms จะอยู่ข้างบน และ antonyms จะอยู่ข้างล่าง

- ผมขอให้ท่านสังเกตสักนิดหนึ่ง คือ ถ้าเราพิมพ์คำว่า fat และคลิกไอคอนตัว D (คือ เราจะหาความหมายจาก Dictionary) เราจะพบว่า คำว่า fat มีถึง 21 ความหมาย คือ
= ความหมายที่ 1 ถึง 5 เป็นคำนาม หรือ noun (n.)
= ความหมายที่ 6 ถึง 18 เป็นคำคุณศัพท์ หรือ adjective (adj.)
= ความหมายที่ 19 เป็นคำกริยา หรือ verb, ท่านจะเห็นคำย่อ คือ vt.= verb transitive คือ verb ที่ต้องมีกรรม, และ vi.=verb intransitive คือ verb ที่ไม่ต้องมีกรรม)
= ความหมายที่ 20 – 21 เป็น idiom หรือสำนวนที่มักใช้ร่วมกับคำอื่น
= และสุดท้าย คือการเอาคำศัพท์ ซึ่งในที่นี้ คือ fat มาเติม prefix ข้างหน้า หรือต่อท้ายด้วย suffix ข้างหลัง ซึ่งในที่นี้เขาต่อท้าย fat ด้วย less และ like กลายเป็นคำ adjective fatless และ fatlike และต่อท้ายด้วย ness กลายเป็นคำนาม fatness

- คราวนี้เมื่อท่านพิมพ์คำว่า fat และคลิกที่ไปคอนตัว T สีแดง ท่านก็จะพบว่า
= มี synonyms(ศัพท์ที่มีความหมายเหมือนหรือคล้ายกัน) ใน 5 ความหมายเท่านั้น และทุกความหมายเขาจะมีประโยคตัวอย่างให้ท่านดูเป็นตัวเอน เพื่อให้รู้ว่าในความหมายนี้หมายถึงอะไร แล้วจึงแสดง synonym หลังเครื่องหมาย:
ในที่นี่
· ความหมายที่ 1 เป็นคำนาม noun (n.)
· ความหมายที่ 2 – 5 เป็น adjective (adj.)

และเมื่อมองลงไปข้างล่าง จะพบว่า antonyms(ศัพท์ที่มีคามหมายตรงกันข้าม) จะมีเพียงในความหมายที่ 2, 3,4, และ 5 เท่านั้น (ความหมายที่ 1 ไม่มี antonym)

คราวนี้มาดูเรื่องการอออกเสียง
1.
ให้ท่านพิมพ์คำว่า fat ลงไป และคลิกที่ไอคอนตัว D (Dictionary) ให้ท่านสังเกตที่ไอคอนรูปลำโพงใต้ Menu Bar
ไอคอนแรกเป็นรูปลำโพงและตัว W(=Word) เมื่อคลิกที่ไอคอนนี้ จะได้ยินเสียงคำศัพท์ คือ คำว่า fat เพียงคำเดียว
2. คราวนี้ท่านลอง highlight คำหรือกลุ่มคำใดก็ได้ ในหน้านี้ ท่านจะเห็นว่าที่ไอคอนรูปลำโพงตัวที่ 2 จะมีตัว H(=highlight)ปรากฎ เมื่อคลิกที่ไอคอนตัวนี้ ก็จะได้ยินเสียงอ่านคำหรือกลุ่มคำที่ท่าน highlight
3. ให้ท่านคลิกที่ไอคอนลำโพงตัวที่ 3 ที่มีตัว D(=definition=คำนิยามศัพท์) ท่านจะได้ยินเสียงอ่านคำทุกคำในหน้านี้ที่เป็นคำนิยามของคำว่า fat ตั้งแต่ความหมายแรกจนถึงความหมายสุดท้าย

ส่วนการฟังการออกเสียง ของ Thesaurus (synonym + antonym) ก็คล้าย ๆ กัน ต่างกันตรงที่มีไอคอนลำโพงอยู่ 4 ตัว คือ
(ตอนนี้ให้ท่านพิมพ์คำว่า fat และคลิกไอคอน T สีแดงนะครับ)
-ไอคอนลำโพงตัวที่ 1 (W=word) คลิกเพื่อฟังเสียงศัพท์หลัก คือ คำว่า fat คำเดียว
-ไอคอนลำโพงตัวที่ 2 (H) ให้ท่าน highlight คำหรือกลุ่มคำ และคลิกฟังเสียงอ่าน
-ไอคอนลำโพงตัวที่ 3 (S= synonym) เมื่อคลิกแล้วจะได้ฟังเสียงอ่าน synonym ทั้งหมด
-ไอคอนลำโพงตัวที่ 4 (A= antonym) เมื่อคลิกแล้วจะได้ฟังเสียงอ่าน antonym ทั้งหมด

สำหรับผม ผมชอบที่จะ highlight และฟังทีละความหมายมากกว่า เพราะฟังยาวเกินไปรู้สึกมึน

การฝึกฟังแบบนี้ทำได้สะดวกครับ เพราะจะฟังกี่เที่ยวก็ได้, ฟังตรงไหนก็ได้, ฟังจบแล้วจะฝึกออกเสียงตามก็ได้, หรือจะทดสอบเขียนตามแล้วตรวจดูว่าเราเขียนได้ถูกต้องหรือไม่ก็ได้, หรือจะอ่านสัก 1 เที่ยวก่อนฟัง, อ่านพร้อมฟัง, หรือฟังจบแล้วค่อยมาอ่าน - - - ท่านจะฝึกแบบไหนก็ได้ตามใจชอบ

บางท่านอาจจะรู้สึกว่า เสียงไม่เพราะ , เป็นเสียงหุ่นยนต์ ไม่เป็นธรรมขาติ

ท่านพูดถูกครับ แต่ผมอยากจะเรียนท่านว่า ทุกอย่างมีได้ก็มีเสีย มีเสียก็มีได้ ยกตัวอย่างเช่น โปรแกรมดิกชันนารี ถ้าหากเขาทำมาให้เสียงทุกคำที่อ่านเป็นเสียงธรรมชาติ (human voice)คุณภาพดี มันจะเปลืองเนื้อที่มากอย่างมาก เช่น อาจจะต้องใช้ CD ถึง 3 – 4 แผ่น ถึงจะพอใส่ไฟล์เสียง และถ้าเอาไฟล์ทั้งหมดลง hard disk ก็อาจจะทำให้เครื่องคอมฯอืดมาก และภายหลังท่านอาจจะรำคาญจนถึงขั้น uninstall โปรแกรมที่ท่านเห็นว่าสมบูรณ์นี้ทิ้ง เพราะฉะนั้นการใช้โปรแกรมเล็ก ๆ ก็มีประโยชน์อยู่เหมือนกัน คือดาวน์โหลดง่าย ติดตั้งง่าย และใช้งานง่ายไม่ทำให้เครื่องอืด

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมได้ไปที่สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ผมเห็นเจ้าหน้าที่คอมฯท่านหนึ่งใช้คอมพิวเตอร์อย่างคล่องแคล่ว เขามองไม่เห็นตัวหนังสือบนจอ แต่เขาทำงานได้เพราะมีโปรแกรมที่อ่านออกเสียง เสียงนั้นเป็นเสียงอิเล็กทรอนิกส์ คล้าย ๆ กับโปรแกรม Webster’s Talking Dictionary ที่ผมเอามาแนะนำในวันนี้แหละครับ ผมสังเกตได้อย่างหนึ่งว่า เขาฟังเสียงภาษาอังกฤษที่โปรแกรมอ่านให้ฟังได้อย่างสบาย ผมถามเขาว่าทำไมไม่เอาโปรแกรมที่ออกเสียงชัดกว่านี้มาลง เขาบอกว่า โปรแกรมแบบนั้นมันใหญ่และทำให้เครื่องคอทฯทำงานช้า ผมถามอีกว่า คุณคุ้นเคยกับเสียงอิเล็กทรอนิกส์อย่างนี้ เมื่อไปฟังข่าวทีวี เช่น CNN, BBC รู้เรื่องไหม เขาบอกว่าสบายมาก ขนาดเสียงไม่ค่อยชัดอย่างนี้ยังฟังได้ ถ้าเป็นเสียงคนชัด ๆ จากทีวียิ่งฟังได้ง่ายใหญ่เลย

ผมจึงขอสรุปว่าแม้เสียงจาก Webster’s Talking Dictionary จะไม่เป็นเสียงธรรมชาติ แต่การได้ฝึกฟังก็ยังมีประโยชน์อยู่นั่นเอง

ขอแนะนำการใช้ Webster’s Talking Dictionary อีกสักนิดครับ
1.
เมื่อท่านพิมพ์งาน หรืออ่านงานภาษาอังกฤษจากเอกสาร Word
และท่านเปิดโปรแกรม Webster’s Talking Dictionary ไว้, หากท่านต้องการทราบความหมายของศัพท์ภาษาอังกฤษใน word ก็ให้ท่าน highlight ศัพท์คำนั้น และกด control+shift และกดตัว D ที่ keyboard, ความหมายของศัพท์ก็จะปรากฎในหน้าต่างของ dictionary แต่บางทีมันก็ขึ้นกับจังหวะการกดเหมือนกันครับ ท่านลองเล่นดูสักพักแล้วกันครับ น่าจะไม่ยากเกินไป

2. อีกอย่างหนึ่งที่ขอแนะนำก็คือ ถ้าท่านอ่านคำนิยามศัพท์แล้วไปเจอศัพท์ที่ไม่รู้จัก ให้ท่านดับเบิ้ลคลิกที่ศัพท์คำนั้น ก็จะเป็นลิงค์ที่โชว์ความหมายของคำที่ถูกคลิก การฝึกคลิก, ฝึกอ่าน. ฝึกตีความ อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ โดยเริ่มจากศัพท์ง่าย ๆ ที่เรารู้ความหมายอยู่แล้ว เช่น dog, cat จะช่วยให้เราค่อย ๆ อ่านเก่งขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าจะย้อนกลับก็คลิกที่ Previous Words ที่คอลัมน์ซ้ายมือด้านล่าง

3. ท่านสามารถใช้เมาส์ลากหน้าต่างของดิกให้กว้างยาวได้ตามต้องการ

เอาละครับ พูดมามากแล้ว เดี๋ยวท่านจะเบื่อซะก่อน ลองเอาไปเล่นดูนะครับ อาจจะยากสักนิดนึง แต่ก็ท้าทายความสามารถดี อย่าลืมว่า Webster ไม่ใช่ learner’s dictionary สำหรับนักศึกษา แต่เป็นดิกชันนารีสำหรับผู้ใหญ่ของประเทศอเมริกา มันก็อาจจะยากนิดหน่อย แต่อะไร ๆ ก็ไม่พ้นความพยายามหรอกครับ

จำได้หลายปีที่แล้วเคยได้อ่านคำคมของโกวเล้งในนิยายจีนของเขา โดยมือกระบี่ในเรื่องพูดว่า คนที่จะฝึกกระบี่ได้สำเร็จต้องเป็นคนที่ “หลงใหล” ในเพลงกระบี่ หากไม่มีใจถึงขั้นหลงใหลจะไม่มีทางฝึกเพลงกระบี่ได้สำเร็จ พวกเราที่สนใจฝึกฝนเพื่อพัฒนาความสามารถด้านภาษาอังกฤษของตัวเอง ผมว่าไม่ต้องหลงใหลเหมือนที่โกวเล้งพูดหรอกครับ เพียงแค่ “ใฝ่ใจ” ผมก็ยังเชื่อเหมือนที่ผมเคยเชื่อมาแต่ไหนแต่ไรแล้วว่า “ฟ้าไม่รานน้ำใจคนพยายาม

พิพัฒน์
pptstn@yahoo.com