วันอังคารที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2551

[837] ฟิตภาษาอังกฤษเป็นกิจวัตร

สวัสดีครับ
ผมสงสัยว่าเมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศแล้ว ทำไมทักษะภาษาอังกฤษของคนไทยโดยทั่วไปจึงสู้เขาไม่ได้ แล้วผมก็ทำเป็นผู้รู้ตอบตัวเองว่า น่าจะเป็นเพราะสาเหตุดังต่อไปนี้

1. ประเทศไทยมิได้มีภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ ภาษาทางการ หรือภาษาที่สอง ภาษาอังกฤษมีสถานะเป็นภาษาต่างประเทษ หรือ foreign language ตามตัวเลขที่อ่านพบเขาบอกว่า มีคนไทยประเภท elite หรือชนชั้นสูง ประมาณ 10 % ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง

2. ประเทศไทยมิเคยเป็นเมืองขึ้น เพราะฉะนั้นเราจึงมิได้ถูกบังคับทั้งทางตรงหรือทางอ้อม ให้ใช้ภาษาอื่นนอกจากภาษาไทยของเรา บางประเทศที่เคยเป็นเมืองขึ้น เช่น เวียดนาม และอินโดนีเซีย แม้ทุกวันนี้คนในชาตินั้นจะไม่ได้พูดภาษาอังกฤษ แต่เขาก็ใช้อักษรโรมันในการเขียน เพราะฉะนั้น คนในประเทศเขาก็ยังมีเส้นสัมพันธ์กับภาษาอังกฤษทางการเขียน โอกาสจะเก่งภาษาอังกฤษก็น่าจะมีมากกว่าคนไทย ซึ่งใช้ภาษาไทย และภาษาไทยเท่านั้น

3. จากเหตุข้อ 1 และ 2 จึงไม่แปลกนักที่แม้เราจะเรียนภาษาอังกฤษมาตั้งแต่เด็ก เราก็ยังเอาภาษาอังกฤษมาใช้งานไม่ได้ คือ อ่านไม่ออก-เขียนไม่ได้ และฟังไม่ออก-พูดไม่ได้ คือเราไม่มีวัฒนธรรมที่ช่วยปูพื้นฐานให้เราเก่งภาษาอังกฤษ คือการมีประวัติศาสตร์เป็นเมืองขึ้นประเทศอังกฤษนั่นเอง ผมเคยได้ยินบางคนพูดว่า ถ้าเราเคยเป็นเมืองขึ้นประเทศอังกฤษอย่างมาเลเซียก็คงจะดี จะได้เจริญอย่างประเทศมาเลเซีย และเก่งภาษาอังกฤษอย่างคนมาเลเซีย ผมคนหนึ่งล่ะครับที่ไม่ขอเอาด้วย อยู่อย่าง “ไทย” ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นใคร แม้จะไม่เก่งภาษาอังกฤษ ก็หาวิธีอื่นทำให้เก่ง ไอ้ที่จะยอมเป็นเมืองขึ้นเพื่อให้เก่งอังกฤษ ผมว่ามันลงทุนมากไปหน่อย

แต่จากประสบการณ์ของผมที่เคยไปเที่ยวมาหลาย ๆที่ ผมเกิดความรู้สึกขึ้นมาอย่างหนึ่ง คือ (ขอพูดตรง ๆ นะครับ) ผมว่าเมืองไทยนี่เป็นเมืองที่สบายจริง ๆ อากาศไม่หนาวเกินไป ไม่ร้อนเกินไป ไม่มีภัยธรรมชาติรุนแรงเกินไป ทรัพยากรบนดิน-ใต้ดิน-ในน้ำ ก็มีมากมายพอใช้ถ้าเรารู้จักใช้ให้มันอยู่ได้นาน ๆ ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่ต้องดิ้นรนขวนขวายมาก และมันก็กลายเป็นวัฒนธรรม สบาย ๆ แบบไทย

ถ้าประเทศของเราไม่ต้องคบกับใคร ไม่ต้องค้าขายกับใคร ไม่ต้องแข่งขันกับใคร เราก็คงสบาย ๆ แบบไทยต่อไปได้เรื่อย ๆ แต่โลกทุกวันนี้ไม่ใช่อย่างนั้น คนไทยจึงต้องพยายามหยุดทำอะไรหลายอย่างที่เคยทำ และต้องเริ่มทำอะไรอีกหลายอย่างที่เราไม่เคยทำ หรือไม่อยากจะทำ หรือไม่ถนัดที่จะทำ ห และหนึ่งในนั้นก็คือการทำให้ตัวเองใช้ภาษาอังกฤษได้ คือ อย่างน้อยก็พอจะ อ่านออก-เขียนได้ และฟังออก-พูดได้

อย่าหาว่าผมลำเอียงเข้าข้างประเทศตัวเองเลยครับ เมื่อคิดถึงประมาณ 30 ประเทศที่ผมเคยไปเที่ยวมา ถ้าคนต่างชาติคนไหนถามผมว่า ประเทศไหนน่าช็อปปิ้งมากที่สุด ผมก็จะตอบอย่างไม่ลังเลเลยว่า “Thailand ซึ่งเมืองหลวงคือ Bangkok” คุณต้องการสินค้าอะไร เกรดไหน จะซื้อในบรรยากาศอย่างไร เมืองไทยมีทุก choice ให้คุณเลือก หรือถ้าถามว่าประเทศไหนน่าเที่ยวที่สุด ผมก็ตอบเหมือนเดิมอีกแหละครับว่า “Thailand” ไม่ว่าคุณจะชอบเที่ยวแบบธรรมชาติ วัฒนธรรมประเพณี ตื่นเต้นผาดโผน เที่ยวไป-กินไป-ช็อปปิ้งไป หรือเที่ยวแบบที่รัฐบาลไม่ได้โฆษณาอย่างออกนอกหน้า ฯลฯ เรามีทุก choice ให้คุณเที่ยวอีกเช่นกัน

มีบางคนพูดว่าเมืองไทยเปิดตัวรับต่างชาติมากเกินไป ผมว่าทุกวันนี้เราคงเลยจุดนั้นไปแล้ว และไม่ต้องไปพูดถึงมันอีกแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่คนไทยยุคนี้ทุกคนต้องทำให้ได้ก็คือ การมีทักษะในการใช้ภาษาอังกฤษ ไม่ต้องเก่งหรอกครับ เพียงแค่ อ่านออก-เขียนได้ และฟังออก-พูดได้ ขั้นพื้นฐานก็พอแล้ว

มีคน 2 กลุ่มที่ดูเหมือนภาษาอังกฤษมีความสำคัญเสียเหลือเกิน คือ นักเรียนที่ต้องรู้ภาษาอังกฤษเพื่อสอบไล่ และพนักงานที่ต้องเก่งภาษาอังกฤษมิฉะนั้นจะถูกไล่ออก ผมอยากจะบอกว่า แม้ท่านจะมิได้อยู่ใน 2 กลุ่มนี้ และท่านรู้สึกว่าภาษาอังกฤษไม่ใช่ของจำเป็นสำหรับท่าน ไม่รู้ก็ไม่ตาย ไม่เจ็บป่วย ไม่ทุรนทุราย ไม่ฝันร้ายอะไรทั้งนั้น ถ้าท่านคิดอย่างนี้ผมก็ไม่เถียงท่าน แต่ถ้าท่านคิดว่าการรู้ภาษาอังกฤษเป็นเรื่องไร้ประโยชน์ ผมขอเถียงหัวชนฝาบ้านและผนังตึก หรือถ้าท่านคิดอีกแง่หนึ่งว่า แม้ท่านรู้ภาษาอังกฤษอาจจะมีประโยชน์ แต่ก็คงไม่คุ้มค่ากับความพยายามและเวลาที่ต้องเสียไป อันนี้ผมก็ขอเถียงอีกเช่นกันครับ แต่จะไม่เอาหัวไปชนฝา ขอตั้งหัวตรง ๆ และพูดกับท่านอย่างนี้ว่า

- ถ้าท่านอายุยังไม่มาก วิเศษเลยครับ ภาษาอังกฤษเหมือนไม้ยืนต้น ถ้าโตแล้วมันจะไม่ตายง่าย ๆ แต่ระยะที่ยังเป็นต้นอ่อน ท่านก็หมั่นรดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย กำจัดแมลงไปเรื่อย ๆ ท่านฝึกอย่างอดทนต่อเนื่องไปสักช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้นแหละครับ ทักษะภาษาอังกฤษของท่านก็จะเหมือนไม้ยืนต้น ที่โตแล้วโตเลย ไม่ตายง่าย ๆ

- ถ้าท่านอยู่ในวัยกลางคน มีงานทำ มีเงินใช้ แต่ไม่มีเวลาให้กับอะไรทั้งนั้น นอกจากงาน งาน และงาน ซึ่งอาจจะไม่มีอะไรที่กี่ยวข้องกับภาษาอังกฤษเลย ขออนุญาตให้ผมเรียนอย่างนี้แล้วกันครับ เอาเป็นว่าท่านเป็นคนอายุยืนแล้วกัน เพราะทุกวันนี้การแพทย์ดีคนไม่ตายง่าย ๆ และไม่ว่าท่านจะเป็นคนที่ชอบความรู้หรือความเพลิดเพลิน ภาษาอังกฤษจะเปิดประตูนั้น ๆ ให้แก่ท่าน ไม่ว่าจะเป็นการอ่าน การฟัง การชม การเดินทางท่องเที่ยวและพบปะพูดคุยกับผู้คนที่มุมอื่น ๆ ของโลก นี่เป็นของจริงที่ท่านจะได้รับ และถ้าพูดในขณะนี้ ถ้าท่านมีทักษะภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการฟัง – พูด – อ่าน -หรือเขียน ผมขอรับรองว่ามันมีประโยชน์ต่องานที่ท่านทำแน่นอน ไม่ว่าท่านจะทำงานอะไรก็ตาม

- สุดท้าย ถ้าท่านรู้สึกว่าท่านเริ่มจะอายุมากแล้ว มีลูกโตแล้ว และมีหลานที่ยังเล็ก การใฝ่ใจเรียนภาษาอังกฤษให้หลายท่านเห็นหรือเรียนกับหลานจะช่วยปลูกฝังความรักในการเรียนภาษาอังกฤษให้กับหลาน การให้อะไรก็ไม่มีคุณค่าเท่ากับให้ความรู้หรอกครับ และด้วยการลงทุนเรียนด้วยตัวเองจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่หลานของท่าน เมื่อหลานท่านเก่งภาษาอังกฤษ ท่านก็จะมีความสุขเพราะความภูมิใจที่มาจากความพยายามของท่าน

ที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้คือบทนำที่ผมต้องการบอกท่านว่า ภาษาอังกฤษสำคัญอย่างไร มีประโยชน์มากเพียงไหน แต่คำถามหรือคำบ่นสามัญที่ผมได้ยินเป็นประจำก็คือ ไม่มีโอกาสที่จะฝึกฝนหรือจะใช้ภาษาอังกฤษ ถ้ามีโอกาสซะอย่างเดียวมันก็คงทำได้ แต่นี่โอกาสไม่โผล่หัวมาให้เราเห็นเลย แล้วจะให้ฝึกภาษาอังกฤษได้ยังไง

ท่านผู้อ่านครับ เวลาที่เราพูดถึงโอกาสในการฝึกฝนหรือศึกษาภาษาอังกฤษ เรามักจะนึกถึงช่วงเวลาใหญ่ ๆ ที่เปิดโอกาสให้เราฝึกภาษาอังกฤษอย่างเป็นการเป็นงาน เช่น ได้รับทุนไปศึกษาหรือฝึกอบรมต่างประเทศ มีชาวต่างประเทศร่วมทำงานอยู่ด้วยใน office ทำให้ได้พูดกับเขา ต้องเขียนจดหมายหรืออีเมลติดต่อธุรกิจกับคนต่างชาติก็เลยได้ฝึกการเขียนอยู่เรื่อย ๆ หรือผู้ปกครองมีความสามารถพอที่จะส่งไปเข้าคอร์สพิเศษที่ต่างประเทศก็ทำให้ได้ทักษะภาษาอังกฤษกลับมา หรือมีเงินจ่ายและมีเวลาที่จะไปเข้าเรียน conversation course ที่โรงเรียนสอนภาษา ฯลฯ ถ้าท่านคิดถึงแต่อะไรที่มันเป็นกอบเป็นกำ เป็นตัวเป็นคนในการฝึกภาษาอังกฤษดังที่ยกตัวอย่างมาทั้งหมดนี้ ผมบอกได้เลยครับว่า ถ้านับคนไทยทั้งประเทศที่มีโอกาสอย่างนั้น ก็จะมีอยู่ไม่กี่คนหรอกครับ เพราะโอกาสโต ๆ เช่นนั้นมันไม่ได้มีเกลื่อนกลาดทั่วไป

เขียนมาถึงบรรทัดนี้ ผมคิดว่าคงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพูดแล้วว่าภาษาอังกฤษมีประโยชน์มากขนาดไหน แต่สิ่งที่เราต้องมองหาก็คือ เราจะมีโอกาสไหนบ้างที่จะฝึกภาษาอังกฤษได้เรื่อย ๆ --- เรื่อย ๆ - --- เรื่อย ๆ จนถึงวันหนึ่งที่แม้เราจะไม่เก่งภาษาอังกฤษมากนัก เราก็สามารถอ่านออก-เขียนได้ และฟังออก-พูดได้ และนี่แหละครับ คือสิ่งที่ผมต้องการพูดในวันนี้ คือ การหาโอกาสในการฝึกฝนภาษาอังกฤษ และมีวินัยต่อการฝึกฝนนั้น และก่อนที่ผมจะพูดไปทีละเรื่อง คือการหาโอกาสใน การอ่าน – การฟัง – การพูด - และการเขียน ผมขอพูดเรื่องเวลาก่อน

ถ้าเราคิดว่า เราไม่มีเวลาที่จะฝึกภาษาอังกฤษ ผมขอให้ท่านทบทวนดี ๆ ว่า เราไม่มีเวลาจริง ๆ หรือ เช่น
- กิจกรรมบางอย่างที่มันไม่จำเป็น หรือเป็นโทษ เราไม่ทำหรือทำให้น้อยลง หรือทำแบบย่นย่อเวลาได้ไหม เช่น การกินข้าวนอกบ้านชนิดที่ใช้เวลานาน การชมทีวีในรายการที่ไม่มีสาระเพียงพอ การลดกิจกรรมในวันหยุดที่ไม่มีประโยชน์คุ้มค่า ท่านต้องนึกเองครับ ในชีวิตประจำวันตามปกติของท่าน กิจกรรมพวกนี้มีอะไรบ้าง

- ท่านเจียดเวลาเมื่อตื่นนอน หรือก่อนจะล้มตัวลงนอน ช่วงละ 10 – 15 นาทีได้ไหมครับ เพื่อการฝึกภาษาอังกฤษ และผมจะบอกความลับให้อย่างหนึ่ง เมื่อตื่นขึ้นมาสมองจะโล่งจะศึกษาอะไรก็จำได้ดี ตอนก่อนนอนก็คล้ายกันคือ เมื่อศึกษาอะไรแล้วก็ล้มตัวลงนอนเลย สมองไม่ว้าวุ่นหลังศึกษาเพราะเรานอน สิ่งที่ศึกษาก็จะถูกดูดซึมได้ง่าย ท่านลองพิจารณาตามความเหมาะสมเอาเองแล้วกันครับว่า ท่านจะนอนดึกอีกนิดหน่อย และตั้งนาฬิกาปลุกให้ตื่นเร็วขึ้นอีกหน่อย ไม่ต้องมาก เอาแค่ไม่เบียดเบียนร่างกาย พอจะทำไหวไหมครับ

- มีกิจกรรมทำให้เก่งภาษาอังกฤษอะไรบ้าง ที่ท่านสามารถทำได้พร้อมกับทำงานตามปกติ โดยไม่เสียเวลางาน

เอาละครับ คราวนี้มาถึงเรื่องที่จะพูดแล้ว ในการหาโอกาสพัฒนาภาษาอังกฤษ สิ่งที่ผมยกมาพูดนี้เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้นนะครับ ท่านสามารถหาอะไรมาเพิ่มเติมได้อีกไม่รู้จบ ผมเพียงยกตัวอย่างตามประสบการณ์ส่วนตัว ซึ่งมีจำกัด

การอ่าน:
- สินค้าที่ท่านซื้อมาจากร้านค้า ไม่ว่าจะเป็นของใช้สิ้นเปลืองประจำวัน เช่น ยาสระผม ครีมต่าง ๆ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือยาที่ซื้อจากร้าน หลายอย่างมีฉลากให้อ่านทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ลองฝึกอ่านดูทุกชิ้นเลยนะครับ

- ขณะเดินทางไปตามถนน ป้ายที่เป็นภาษาอังกฤษทั้งหลาย ท่านสามารถแปลออกทุกคำไหมครับ การมีดิกเล่มเล็ก ๆ ติดตัวไว้ถ้าทำได้ก็ดีครับ

- ตั้งเป้าไว้ว่า จะอ่านข่าวภาษาอังกฤษให้ได้ 1 ข่าวเป็นอย่างน้อย วันไหนขยันหรือมีเวลามาก ก็อาจจะเลือกข่าวที่ยาวหน่อย วันไหนขี้เกียจหรือไม่ค่อยมีเวลา จะเลือกข่าวสั้น ๆ ก็ได้ ผมขอเสนอ Bangkok Post และ Nation ครับ

- หาหนังสือสักเล่มหนึ่งที่ท่านชอบ ผมรวมรวมเว็บและหนังสือไว้มากมายที่ลิงค์นี้ การอ่าน reading หรือท่านอาจจะ print เรื่องอ่านเล่นสมัยเด็ก ๆ มาลองอ่านเล่นอีกครั้งก็ดีครับ ที่ลิงค์นี้ [361] ดาวน์โหลดหนังสืออ่านนอกเวลาภ.อังกฤษ 48 เล่ม หรือจะไปเลือกดูที่ร้านหนังสือเก่าที่จตุจักรวันเสาร์ – อาทิยต์ ก็ได้ ประเด็นสำคัญก็คือว่า ให้ท่านเลือกเล่มที่ท่านถูกใจมากที่สุดมา 1 เล่ม และกะดูซิว่า ในวันหนึ่ง ๆ ท่านอ่านได้สักกี่หน้า แล้วดูจำนวนหน้าทั้งหมด และตั้งเป้าเลยครับวา ท่านจะอ่านหนังสือเล่มนี้ให้จบในวันไหน และท่านต้องทำให้ได้ วันไหนที่ท่านไม่ได้อ่าน จะต้องหาทางอ่านชดเชยในวันถัดไป ท่านลองทำให้ตัวเองพบกับความสำเร็จเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ก่อน มันจะเป็นกำลังใจให้ท่านทำความสำเร็จที่ใหญ่กว่านี้ในอนาคต อันนี้เป็นวินัยเหล็กที่ท่านต้องบังตับตัวเอง ผมเชื่อว่าถ้าท่านมีวินัย ท่านอาจจะอ่านจบเล่มก่อนวันที่ท่านตั้งไว้ซะอีก

การฟัง:
- ถ้าท่านรับ cable TV ที่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นข่าวหรือภาพยนต์ ลองพยายามฝึกฟังโดยไม่อ่าน subtitle ภาษาไทย ถ้าท่านซื้อหูฟังมาเสียบฟัง (หูฟังที่มีสายยาว ๆ ที่ทำให้ท่านนั่งหรือเอนฟังห่างจากจอได้) ท่านจะฟังสำเนียงได้ชัดขึ้น

- ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากให้ท่านลงทุนซื้อ ipod หรือ เครื่องเล่ม MP3 ขนาดเล็กพกพาได้ แล้วดาวน์โหลดไฟล์ MP3 จากลิงค์นี้ไปฟังขณะเดินทางหรือรอเพื่อน รอรถเมล์ มีอยู่มากมายครับที่ blog นี้ เลือกไฟล์ที่ท่านชอบมากที่สุดนั่นแหละครับ การฟัง listening

- สำหรับท่านที่ขับรถยนต์ส่วนตัว ก็เอาไฟล์จากลิงค์นี้ การฟัง listening เช่นกันที่ท่านชอบ burn ใส่แผ่น CD แล้วเปิดฟังขณะขับรถ

- หรือจะฟังจากเน็ตแบบ online ก็ได้ครับ ที่ลิงค์เดิมนี่แหละครับ การฟัง listening

ในการฝึกฟัง ผมขอให้ท่านใช้สมาธิเต็ม 100 % ถ้าเป็นไปได้ ท่านอาจจะหลับตาขณะฟังก็ได้ และควรจะตั้งเป้าไว้ด้วยว่า เมื่อรวม ๆ กันแล้วจากการฟังหลาย ๆ ครั้ง ใน 1 วันท่านต้องฟังให้ได้ไม่น้อยกว่า 15 - 30 นาที และต้องทำให้ได้จริง ๆ วันไหนไม่ได้ฟังหรือฟังไม่ครบตามจำนวนนาทีที่ตั้งไว้ ต้องไปฟังชดเชยในวันหลัง

มีสิ่งหนึ่งที่ขอเรียนให้ท่านทราบ ท่านไม่จำเป็นต้องฟังรู้เรื่องโดยตลอด และต่อให้ท่านฟังไม่รู้เรื่องเลย ก็โปรดทราบว่า “ฟังไม่รู้เรื่อง ไม่ได้แปลว่า ไม่ได้เรื่อง” ท่านสามารถฟังซ้ำ ฟังพร้อมอ่าน script อ่าน script ก่อนแล้วค่อยฟังโดยไม่ดู script หรือจะดัดแปลงอย่างไรก็ตามใจท่าน จะเปลี่ยนเป็นฟังไฟล์ที่พูดช้า ๆ กว่าเดิมก็ได้ ขอให้ท่านฟังไปเรื่อย ๆ เถอะครับ ท่านจะค่อย ๆ รู้เรื่องมากขึ้นเอง สัจธรรมในข้อนี้ก็คือ “ปริมาณจะนำไปสู่คุณภาพ” ฟังเยอะ ๆ มันจะค่อย ๆ รู้เรื่องมากขึ้นเองแหละครับ

การพูด:
- เรื่องการพูดนี่นะครับ ถ้าท่านไม่สามารถหาฝรั่งตัวเป็น ๆ มาพูดด้วยได้ ท่านก็ควรจะฝึกจากไฟล์ MP3 ที่ได้ยินเสียงฝรั่งพูด และเขาเว้นเวลาให้ท่านพูดตาม ท่านสามารถดาวน์โหลดไฟล์ฝึกพูดสนทนา ขณะต่อเน็ต หรือดาวน์โหลดไฟล์ MP3 จากลิงค์นี้ไปฝึกฟังและฝึกพูดก็ได้ครับ [147] แจกไฟล์ MP3 ฝึก ฟัง - พูด บทสนทนา

- เรื่องพูดนี่เป็นเรื่องที่ต้องมี partner ไม่เหมือนเรื่องอ่านหรือฟังที่ทำคนเดียวได้ จะเป็นการดีมากเลยครับ ถ้าท่านสามารถหาเพื่อนสักคนที่ท่านจะฝึกพูดด้วยวันละ 15 - 30 นาที อาจจะนัดสถานที่คุยกัน หรือคุยกันทางโทรศัพท์ก็ได้ แต่วินัยเหล็กที่ทั้งคู่ต้องปฏิบัติก็คือ ในช่วงที่กำหนดจะพูดกันนี้ห้ามพูดภาษาไทยเด็ดขาด เว้นแต่เป็นคำเฉพาะ เช่น ชื่อคน ชื่อสถานที่

- กำหนดหัวข้อหรือคำถามขึ้นมาสัก 1 เรื่อง แล้วปิดห้อง present คนเดียวเหมือนกับว่าท่านกำลัง present ต่อหน้าที่ประชุมหรือต่อหน้าคนเยอะ ๆ กรณีอย่างนี้ท่านอาจจะต้องเตรียมตัวมากหน่อยแต่ก็คุ้มค่ากับการฝึกครับ

ลิงค์เพื่อฟังอื่น ๆ ที่น่าสนใจ และอาจจะมีคำตอบต่อหลายคำถามที่ท่านเคยสงสัยเรื่องการพูด คลิก การพูด การสนทนา การออกเสียง

-ฝืกอ่านออกเสียงชัด ๆ ดัง ๆ โดยหา ไฟล์ mp3 ที่มี script ให้ท่านอ่าน ท่านอาจจะฟังสัก 2 – 3 เที่ยวก็ได้ แล้วก็ฝึกอ่านเอง ( ท่านไม่ต้องกังขาหรอกครับ การอ่านออกเสียงก็เป็นการฝึกพูดชนิดหนึ่ง ) เลือกได้จากลิงค์นี้ครับ
http://freeenglishstudy.blogspot.com/2007/05/listening.html

การเขียน:
ตามประสบการณ์ส่วนตัว ผมรู้สึกว่าการเขียนนี่เป็นเรื่องยากสักหน่อย ทุกวันนี้ถ้ามีเวลาผมก็จะเขียน diary เป็นภาษาอังกฤษ ผมเห็นว่าการจะเขียนได้รื่นไม่ติดขัด เราจะต้องอ่านมาเยอะ ๆ คนที่ฝีกอ่านไม่เพียงพอ ก็จะยากเวลาเขียน เหมือนกับคนที่ฝึกฟังไม่เพียงพอ ก็จะยากเวลาพูด เพราะการเรียนภาษาเริ่มต้นที่การเลียนแบบและการจำขี้ปากคนอื่นเขา ขั้นแรกก็ต้องอย่างนี้ก่อน เมื่อเราอ่านมาก ๆ และฟังมาก ๆ เราก็จะมีสไตล์การพูดและการเขียนเป็นของตัวเอง ผมขอแนะเรื่องการฝึกเขียนดังนี้ครับ
- [114]วิธีทำ Blog และตั้งกลุ่ม writing เฉพาะเพื่อน ผมเขียนคำอธิบายไว้ละเอียดแล้ว คลิกเข้าไปอ่านได้เลยครับ

- เขียนไดอะรี่เป็นภาษาอังกฤษทุกวัน อย่างน้อนวันละ 5 ประโยค

- ทำ chat room สำหรับกลุ่มเพื่อนที่รู้ใจ และต้องเขียนเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น

- เขียนอีเมลถึงเพื่อนเป็นภาษาอังกฤษ คนที่เราเคยเขียนถึงเขาบ่อย ๆ นั่นแหละครับ บอกว่าเราต้องการฝึกเขียน และเขาจะได้รับผลดีคือได้ฝึกอ่าน (หรืออาจจะเป็นผลเสีย คือต้องทนอ่าน ก็ช่วยทนหน่อยนะเพื่อน) ถ้าเขาตอบกลับเป็นภาษาอังกฤษก็ยิ่งดี แต่ถ้าเขาจะตอบเป็นภาษาไทยก็ไม่เป็นไร เราขอยืนยันเขียนเป็นภาษาอังกฤษก็แล้วกัน

- มีข้อแนะนำอีกหลายอย่างเกี่ยวกับการฝึกเขียน ตลิกดูได้ที่ลิงค์นี้ การเขียน writing

ท่านผู้อ่านครับ การฟิตภาษาอังกฤษเป็นกิจวัตรต้องอาศัยความอดทน ความรักที่จะเรียนให้รู้ และการรู้จักเอาภาษาอังกฤษไปใช้งาน
-ถ้าท่านรักภาษาอังกฤษก็ถือว่าโชคดีเพราะท่านจะมีความสุขที่ได้ฝึกภาษาอังกฤษ;

-ถ้าท่านรู้สึกเฉย ๆ ต่อภาษาอังกฤษ ขอให้อดทนเรียนไปสักนิดเถอะครับ พอภาษาอังกฤษซึ่งเปรียบเหมือนต้นไม้ที่ท่านพรวนดินรดน้ำออกผล เมื่อท่านได้ลิ้มรสผลไม้ต้นที่ท่านปลูกและบำรุงรักษาด้วยตัวเอง ความรู้สึกเฉย ๆ ก็จะกลายเป็นความรัก ผมขอท้าให้ท่านพิสูจน์;

-แต่ถ้าท่านอยู่ในกลุ่มสุดท้าย คือรู้สึกเกลียดภาษาอังกฤษ อาจจะเพราะมีประสบการณ์ที่ไม่ดีต่อกันมาแต่ชาติปางก่อนหรือเพราะอะไรก็ตาม ท่านก็ไม่ต้องบีบบังคับใจให้ไปรักหรอกครับ ท่านเพียงแต่ทำใจให้สงบ และปฏิบัติการ “ฟิตภาษาอังกฤษเป็นกิจวัตร” โดยไม่ต้องรักสิ่งที่ท่านทำก็ได้ เมื่อท่านฝึกไปสักระยะหนึ่ง ผลหรือทักษะก็จะเกิดขึ้นกับตัวท่าน และท่านจะสามารถใช้ประโยชน์จากทักษะนี้ได้ ผมเชื่อว่าท่านจะเปลี่ยนความรู้สึกที่เคยมีต่อภาษาอังกฤษ พนันกันไหมล่ะครับ

พิพัฒน์

pptstn@yahoo.com

9 ความคิดเห็น:

Nuch & Tor กล่าวว่า...

ว่าไปแล้วที่กล่าวมามันก็เป็นสิ่งที่ไม่ยากเกินจะทำทั้งนั้น
แต่ทำไมหนอ คนส่วนใหญ่จึงทำไม่ได้??

... ขอบคุณครับสำหรับคำแนะนำ...

บุญรักษาครับ

amiroh กล่าวว่า...

ขอบคุณมากคะ เป็นกำลังใจมากเลย ยอมรับตอนนี้รู้สึกท้อ แต่ต่อจากนี้จะไม่ท้อแล้วนะคะ ต้องอดทนเหมือนที่พี่บอกให้ได้

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

สวัสดีค่ะ ดิฉันณารี

ขอบคุณค่ะ ทุกๆความพยายามของคุณที่สื่อออกมา ช่วยกระตุ้น ต่อมหลับได้เป็นอย่างดี

ขอบคุณนะคะ กับความตั้งใจดีๆ ต่อสังคม

namol กล่าวว่า...

ขอบคุณมาก ๆ เลยคะ คิดว่าตัวเองโชคดีมากที่ได้เจอ website ที่ดี ๆ แบบนี้ จะพยายามพัฒนาให้ดีขึ้นสมกับที่คุณพิพัฒน์ได้ให้ความรู้แก่คนอื่น ๆ คะ เป็นกำลังใจให้มาก ๆ คะ

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

Thank you มากฯ ครับ ผมจะเริ่มทำตามสิ่งที่เเนะนำนะครับ

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

Thank you for your suggestion.I will try to practise my English.

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

There's a hero lies in you.วทัญญุตา

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

Would you mind giving me more suggestions.วทัญญุตา
wimon78@gmail.com

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ขอให้บุญกุศลที่ท่านแนะนำความรู้ด้วยความจริงใจ ส่งผลดลบีนดาลให้ท่านเป็นผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด มีกำลังใจไม่สิ้นสุด เป็นที่รักของมหาชน ไปทุกภพทุกชาติตราบวันถึงนิพพนานเทอญ