วันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2551

[918] มอบ 'ของขวัญ' ปีใหม่ให้ตัวเองและทุกคน

สวัสดีครับ
ปีใหม่ 2552 นี้ผมก็จะมีอายุครบ 50 ปีแล้ว คำว่า “แก่” น่าจะเป็นคำที่พอจะเอามาใช้ได้ ในระยะหลัง ๆ นี้ คนขับรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง, คนขาย CD ที่ห้างพันทิพย์, พ่อค้าแม่ค้าขายอาหารตามถนนหนทาง และหมอที่โรงพยาบาล ใช้สรรพนามเรียกผมว่า “ลุง” มากขึ้น ผมรู้สึกว่าถ้าเขาเรียกว่า “น้า” น่าจะเหมาะสมมากกว่า แต่ถึงอย่างไรผมก็คงจะค้านสายตากรรมการไม่ได้ เมื่อส่วนใหญ่ตัดสินว่าผมถึงระดับ “ลุง” แล้ว ผมจะไปเกณฑ์ให้เขาเรียกว่าพี่ น้า อา ก็กระไรอยู่ สงสัยผมจะแก่ถึงระดับลุงจริง ๆ

ผมไม่ได้รังเกียจความแก่ เหมือนที่ผมไม่ได้รังเกียจมะม่วงสุก ชอบซะอีกด้วย ถ้าการทำให้ใครเกิดมาเป็นคนคือการขายสินค้า ผมก็เห็นว่าธรรมชาติเป็นพนักงานขายที่ดีมาก คือมีบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่องตลอดอายุการใช้งานของสินค้า คนที่ถึงวัย “ลุง” และสินค้าเริ่มจะเสื่อมคุณภาพเพราะใช้งานมานาน ก็มีบริการซ่อมแซมหรือชดเชย เช่น ทำให้รู้จักคิดมากขึ้น ทำให้ใจเย็นขึ้น ทำให้รู้จักปล่อยวางสิ่งต่าง ๆ ที่เคยยึดมั่นอย่างเหนียวแน่น ฯลฯ ยังคงทำอะไรต่ออะไรเหมือนเดิมแต่ด้วยใจที่ไม่เหมือนเดิมเพราะวันคืนที่ล่วงไปทำให้ใจเริ่ม “สุก” มากขึ้น มันไม่ต่างจากมะม่วงที่ผมเปรียบเทียบข้างต้น

แม้ว่าการคิดถึงความไม่แน่นอนของชีวิตเป็นนิสัยอย่างหนึ่งที่ผมเขียนเล่าไว้ใน เรื่องส่วนตัวที่ผมอยากเล่า แต่ความแก่ที่มาพร้อมกับความเสื่อมของสังขารทำให้ผมคิดถึงความสิ้นไปของสังขารบ่อยขึ้น และเริ่มคิดมากขึ้นว่าควรจะใช้ชีวิตที่เหลือนี้อย่างไรให้ดีที่สุด เมื่อเกจ์ที่หน้าปัดบอกว่าน้ำมันเหลือไม่ถึงครึ่งถัง มันก็เป็นธรรมดาที่ผมในฐานะคนขับต้องวางแผนว่าเส้นทางที่จะ “ท่องเที่ยว” ต่อไปก่อนที่น้ำมันจะหมดถังควรจะเป็นเส้นทางไหนดี รถชีวิตคันนี้ไม่มีปั๊มให้แวะเติมน้ำมันซะด้วยซี ขืนวิ่งสะเปะสะปะออกนอกเส้นทางบ่อย ๆ หรือวิ่งเร็วเกินไปเครื่องยนต์ก็จะกินน้ำมันมากโดยไม่จำเป็น สรุปก็คือด้วยวัย “ลุง” ขณะนี้ผมคิดถึงความตายบ่อยขึ้น ในขณะเดียวกันผมก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะตายวันไหน

ผมคงไม่ใช่คนเดียวที่ถามตัวเองด้วยคำถามทำนองนี้ คนเราเกิดมาทำไม เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร สิ่งใดที่มีคุณค่าสูงสุดในชีวิต ชีวิตที่ดีควรเป็นอย่างไร ฯลฯ ผมถามตัวเองด้วยคำถามเหล่านี้ตั้งแต่ผมยังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัย และก็ถามตัวเองมาเรื่อย ๆ และก็พบคำตอบมาเรื่อย ๆ เช่นกัน เป็นคำตอบที่ผู้อื่น เช่น พระภิกษุที่ผมเคารพบูชาช่วยตอบให้ หรือเป็นคำตอบที่ผมตอบตัวเอง คำตอบเหล่านี้น่าพอใจ แต่ก็ไม่ทำให้ผมหยุดแสวงหาคำตอบ ยังสงสัยว่าทำไมผมจึงต้องถามตัวเองด้วยคำถามเดิม ๆ และก็มักจะได้คำตอบเดิม ๆ แต่ก็ยังไม่ยอมหยุดถาม มันน่าจะเป็นเพราะว่า สิ่งที่รับคำตอบคือ “สมอง” ไม่ใช่ “ใจ” เมื่อผมสงสัย – ผมสงสัยด้วยใจ เมื่อได้รับคำตอบที่สมองพอใจ แต่ใจยังไม่พอใจ ใจจึงถามคำถามเดิมซ้ำ ๆ ซาก ๆ อยู่อย่างนั้น

วันนี้ วันที่ถึงวัยใกล้น้ำมันหมดถัง รถชีวิตไม่รู้ว่าจะวิ่งไปได้อีกไกลแค่ไหน จะได้กินลมชมวิวแวะเที่ยวสถานที่ตามรายทางอีกสักกี่แห่ง รถจะเสียกลางทางวิ่งต่อไปไม่ได้แม้น้ำมันยังไม่หมด และจะซ่อมได้หรือเปล่า ผมไม่รู้อะไรเลย แต่อย่างน้อย ณ วันนี้ ผมรู้แล้วว่า ชีวิตไม่ต้องการอะไร และชีวิตต้องการอะไร มันเป็นคำตอบที่ “ใจ” ได้รับ และทำให้รู้สึก “พอใจ” ในชีวิต

ในฐานะชาวไทยด้วยกัน และในฐานะคนเขียนบล็อก ขออนุญาตให้ผมเล่าสู่กันฟังเรื่องราวอื่น ๆ บ้างแล้วกันนะครับ นอกจากหน้าที่ ‘บ๋อยเสิร์ฟเว็บ’ ที่ทำอยู่ตามปกติ เรื่องที่จะเล่าเป็นคำตอบส่วนตัวที่ทำให้ผมรู้สึกพอใจในชีวิต ถ้าคำตอบนี้เป็นคำตอบของหลายท่านอยู่แล้วก็แสดงว่าผมมีเพื่อนร่วมเดินทางในเส้นทางของมนุษยชาติอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ ไม่มากก็น้อย

สองคำถามข้างต้น คือ หนึ่ง ชีวิตไม่ต้องการอะไร และสอง ชีวิตต้องการอะไร ผมขอไล่ไปทีละคำถามนะครับ

ชีวิตไม่ต้องการอะไร? ท่านคงเคยเห็นตุ๊กตาจีนมงคลที่เรียกว่า ‘ฮก ลก ซิ่ว’ กันแล้วนะครับ ผู้รู้ ให้ความหมายของ ฮก ลก ซิ่ว’ ไว้ว่า
ฮก เทพแห่งบุญวาสนาและบารมี เพียบพร้อมด้วยบุตร หลาน ลักษณะชายวัยกลางคน หน้าตาอิ่มเอิบอุ้มเด็ก
ลก เทพแห่งลาภยศและความมั่นคั่งด้วยทรัพย์ ลักษณะชายวัย กลางคน สูงใหญ่ สง่างามแต่งกายด้วยเครื่องยศสูงสุด
ซิ่ว เทพแห่งอายุยืนยาว ลักษณะชายวัยชรามีหนวดเครายาว หน้าตาอิ่มเอิบยิ้มแย้มร่างกายอันแข็งแรงสมบูรณ์”
พูดอีกอย่างหนึ่ง ฮก ลก ซิ่ว’ คือ อำนาจ ทรัพย์ และสุขภาพ ซึ่งเป็น 3 สิ่งสุดปรารถนาของมนุษย์ ท่านจะเห็นตามคตินิยมของจีน ‘ฮก’ นั้นจะสวมหมวกยศของขุนนางจีน เพราะเป็นตำแหน่งของอำนาจ ส่วน ‘ลก’ นั้นดูเหมือนจะเป็นพ่อค้า ปัจจุบันน่าจะใช้คำว่า ‘นักธุรกิจ’ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของทรัพย์สินเงินทองหรือความร่ำรวย และ ‘ซิ่ว’ เป็นรูปชายชรา หัวล้านและมีหนวดเคราขาวยาวแสดงถึงสุขภาพดีและอายุยืน ผมฟังความหมายของ ‘ฮก ลก ซิ่ว’ เช่นนี้มานานแล้ว และก็ถามตัวเองว่า มันคือสิ่งสูงสุดในชีวิตหรือเปล่า ถามไปถามมา ถามมาถามไปหลายรอบ – หลายสิบรอบ ก็ได้คำตอบว่า ถ้าฮกลกซิ่วมันผ่านเข้ามาในชีวิตผม หรือผมได้ทำสิ่งใดโดยสุจริตทำให้ตัวเองได้ฮกลกซิ่ว ผมก็จะรับมันไว้ แต่จะให้ผมใช้ชีวิตอย่างกระหืดกระหอบ อย่างสูญเสียความสุจริต และใช้เวลามากเกินพิกัดอันเหมาะสมเพื่อให้ได้ฮกลกซิ่วมาครอบครอง ผมไม่ลงทุนถึงขนาดนั้นหรอกครับ เพราะแม้ว่าอำนาจและทรัพย์จะเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่ชีวิต แต่ถ้าได้มาโดยทุจริต หรือต้องใช้เวลากับการแสวงหามันมากเกินไปจนไม่มีเวลาไปแสวงหาสิ่งอื่นที่สูงกว่า ฮกและลกก็ทำพิษให้ชีวิตได้ง่าย ๆ ส่วนซิ่วหรืออายุยืนและสุขภาพดี ซึ่งหมายถึงมีเวลาและสภาพร่างกายที่ช่วยให้เสวยสุขจากฮกและลกได้เนิ่นนาน นี่เป็นสิ่งที่ดีและไม่ควรปฏิเสธ แต่เราน่าจะมองให้สูงขึ้นไปกว่านี้ว่า เราน่าจะใช้ซิ่วคืออายุยืนและสุขภาพดีนี้ไปกับสิ่งที่มีคุณค่ามากกว่า ไม่ใช่ขลุกอยู่กับฮกและลกอย่างหน้ามืดตามัว

สรุปก็คือสำหรับผมแล้ว ‘ฮก ลก ซิ่ว’ หรือ ‘อำนาจ ทรัพย์ และสุขภาพดี’ เป็นสิ่งอำนวยความสะดวกหรือเฟอนิเจอร์ของชีวิต แต่ไม่ใช่สิ่งสูงสุดในชีวิต และแม้จะหามาได้โดยสุจริต ก็ไม่ควรทุ่มเทชีวิตจิตใจให้กับมันจนมองไม่เห็นสิ่งอื่นที่สูงกว่า ถ้าตอบคำถามข้างต้น ชีวิตไม่ต้องการอะไร? ก็ตอบว่า ชีวิตของผมไม่ต้องการฮกลกซิ่วที่เป็นอุปสรรคต่อการได้รับสิ่งที่สูงกว่าฮกลกซิ่ว

และอะไรอีกล่ะที่ชีวิตไม่ต้องการ? สมัยอยู่มหาวิทยาลัย เวลาที่อาจารย์ส่วนมากที่สุดจะพูดถึงความต้องการของมนุษย์ ผมเห็นอาจารย์นึกถึงอะไรกันไม่เป็นเลย นอกจากยกทฤษฎีความต้องการ 5 อย่าง ของ Maslow ขึ้นมาพูด สรุปก็คือ คนเรามีความต้องการจากต้นไปหาปลายอยู่ 5 อย่าง และต้องได้รับอย่างแรกก่อนจึงจะแสวงหาอย่างหลัง ความต้องการทั้ง 5 อย่าง คือ (1) ความต้องการทางกายภาพ เช่น อาหาร อากาศ น้ำ ที่อยู่อาศัย (2) ความต้องการความมั่นคงปลอดภัยในด้านต่าง ๆ ของชีวิต (3) ความต้องการความรักจากคนที่ติดต่อสัมพันธ์ด้วย เช่น ครอบครัว คู่ครอง เพื่อนฝูง (4) ความต้องการความรู้สึกภาคภูมิใจในความสามารถของตัวเองและการได้รับความเคารพนับถือจากผู้อื่น และ (5) ความต้องการที่จะบรรลุศักยภาพสูงสุดที่ตัวเองมี เช่น ความรู้ ศิลปะ การเข้าถึงความสงบทางใจ การเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า ฯลฯ

ผมได้ฟังอาจารย์หลายคณะเล็กเชอร์เกี่ยวกับความต้องการ 5 ขั้นของมาสโลว์นี้บ่อยมาก และผมก็เห็นว่ามาสโลว์แกก็คงพูดไม่ผิดหรอก แต่มันมีอะไรที่สูงไปกว่านี้หรือเปล่า เพราะอย่างน้อยใน 4 ข้อแรกของแก คนกับสัตว์ก็ไม่ต่างกันเลย และคนเราเกิดมาเพื่อสิ่งเหล่านี้เท่านั้นหรือ?

สรุปก็คือ ทั้งทฤษฎี ‘ฮก ลก ซิ่ว’ ของจีนซึ่งเป็นโลกตะวันออก และทฤษฎีบันได 5 ขั้นของมาสโลว์ซึ่งเป็นตัวแทนของโลกตะวันตก ไม่ได้ให้คำตอบอะไรแก่ชีวิตผมเลย หรือให้แต่ผมยังไม่รู้สึกพอใจ ผมยังรู้สึกอยู่เสมอว่า ชีวิตที่ดีควรมีอะไรที่ดีกว่านี้ สูงกว่านี้

และก็มาถึงคำถามที่สอง คือ ชีวิตต้องการอะไร? ผมเคยได้ยินคนจำนวนไม่น้อยที่นับถือพุทธศาสนาพูดในทำนองว่า คนเราเกิดมาแล้วควรทำบุญหรือทำความดีให้เยอะ ๆ พยายามทำความดีทุกวัน เพราะเราไม่รู้ว่าเราจะมีชีวิตถึงพรุ่งนี้ให้ได้ทำความดีอีกหรือเปล่า ความดีจะทำให้เราได้รับความสุขในชีวิตนี้และในชาติหน้าหลังจากตายไปแล้ว คำอธิบายหรือทฤษฎีทำนองนี้ดีกว่าทฤษฎีฮกลกซิ่วหรือทฤษฎีของมาสโลว์หลายสิบเท่า เพราะมันเท่ากับวางเป้าหมายของชีวิตไว้บนสิ่งที่ดีงาม และมีแต่คนเท่านั้นแหละครับที่มีความสามารถคิดถึงแต่สิ่งที่ดีงามอย่างนี้ได้ และความดีงามก็ทำให้ชีวิตมีความสุข สุขเพราะได้ทำให้คนอื่นมีความสุข ไม่ใช่สุขเพราะแสวงหาความสุขใส่ตัวเอง เป็นปีติสุขที่เกิดขึ้นมาในใจ

แต่ผมก็เห็นคนเป็นจำนวนมากที่แม้พยายามทำความดีแล้วก็ยังไม่มีความสุข พอมีเรื่องที่กระทบกระเทือนใจก็ยังเป็นทุกข์และ “ทำใจ” ไม่ได้ และดูเหมือนความดีทั้งหลายแหล่ที่เขาทำไว้ไม่สามารถเป็นปราการป้องกันความทุกข์ได้เลย นี่แสดงว่าการทำความดีไม่ได้ช่วยให้คนเราพบกับความสุขที่แท้จริงหรืออย่างไร?

ชีวิตของผมวนเวียนอยู่กับคำถาม – คำตอบ ดังกล่าวอยู่นานทีเดียว นานเท่าช่วงอายุการทำงานหลังจบจากมหาวิทยาลัยประมาณ 20 – 30 ปีก็ว่าได้ ถ้ามองย้อนหลังผมก็อยากจะสรุปว่า หนังสือที่เราอ่าน, ครูบาอาจารย์ที่เราได้ฟังธรรม, ผู้คนที่เราติดต่อสัมพันธ์ด้วย, สถานที่ต่าง ๆ ที่เราได้ไปเยือน, และปัญหาอุปสรรค ความไม่ราบรื่นและไร้สาระทั้งหลายที่ได้ผ่านพบ ทำให้วันหนึ่งผมสะดุดขึ้นมาในใจถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่ถูกสอนมาตั้งแต่เด็กว่า การทำบุญ หรือ ‘บุญกิริยาวัตถุ’ มีอยู่ 3 อย่าง คือ
1) ทาน – คือการให้
2) ศีล – การรักษาศีล และ
3) ภาวนา – คือการภาวนา หรือการดูแลรักษาใจให้สงบ

มันทำให้ผมนึกถึงศัพท์ภาษาอังกฤษ 3 คำขึ้นมาทันที คือ help, hurt, และ heart

Help – ให้วันหนึ่ง ๆ ได้ทำอะไรอย่างน้อย 1 อย่างที่เป็นประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ เราอาจจะทำอะไรปกติเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่วันนี้เราจะทำอย่างตั้งใจให้เพื่อนมนุษย์โดยทั่วไปได้รับประโยชน์ ถ้าเราต้องตายในวันนี้อย่างศพไร้ญาติหรือซากศพสูญหาย ไม่มีใครทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ ก็ไม่มีอะไรให้เราต้องวิตกกังวล เพราะสิ่งดีที่เราทำเมื่อยังมีชีวิตมีมากพอโดยไม่ต้องรอบุญที่คนอื่นจะส่งไปให้

Hurt - อย่าให้เรามีชีวิตที่ hurt หรือทำร้ายผู้อื่นเลย ไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายด้วยกาย (ฆ่า, ทำร้าย, โกง) ทำร้ายด้วยวาจา (พูดโกหก, ให้ร้าย, ติฉินนินทา) หรือทำร้ายด้วยใจ (โกรธ เกลียด พยาบาท อาฆาต อิจฉาริษยา) ถ้าเราต้องตายในวันนี้และนรกมีจริง เราก็ไม่กลัวจะตกนรก เพราะเราไม่ได้ทำอะไรในที่ซ่อนเร้นหรือเปิดเผย ที่ hurt หรือทำร้ายคนอื่น นรกจึงไม่ใช่ที่อยู่สำหรับเรา

Heart – รักษาใจตัวเองไว้ให้ดี เมื่อเกิดความรู้สึกนึกคิดขึ้นมาในใจก็มีสติ และไม่ปล่อยให้ความรู้สึกนึกคิดนั้นทำร้ายใจ แต่มีสติรู้เท่าทันและปล่อยวาง รักษาใจให้อยู่ในสภาพดีดังเดิม

ผมจึงได้รู้สึกว่า คำสอนสามัญที่ผมได้ยินพระเทศน์ตั้งแต่วัยเด็ก คือ เรื่องทาน – help others, ศีล – do not hurt anyone, และ heart – take care of the heart คือคำตอบของชีวิตทุกชีวิต และข้อปฏิบัติทั้ง 3 ข้อนี้ต่างก็เอื้อเฟื้อเกื้อหนุนกัน ทำให้ชีวิตพบกับความดี ความงาม และความสุขที่แท้จริง คำสอนนี้มีวางอยู่แล้วข้างหน้า – แต่เรามองไม่เห็น, มีพระเทศน์ให้ฟังบ่อย ๆ – แต่เราไม่ได้ยิน ที่เป็นเช่นนี้อาจจะเป็นเพราะเรา ‘อยาก’ มากเกินไปจึงไม่พบคำตอบของชีวิต หรือหากพบก็อาจจะเป็นคำตอบลวง ๆที่เรายึดถือเป็นคำตอบจริง ๆ

ตามธรรมเนียมฝรั่ง พอถึงวันปีใหม่เขาจะมี New Year’s Resolution คือสัญญาที่เราให้ไว้กับตัวเองว่า เราจะ start doing something good และ stop doing something bad และแม้เราจะไม่ใช่ฝรั่งแต่เป็นชาวพุทธเคารพบูชาพระพุทธเจ้า ผมก็ขอชักชวนให้ท่านตั้ง New Year’s Resolution ที่จะ
- help othersdo not hurt anyone และ
-take care of the heart

ผมเชื่อว่าปีใหม่ของเราจะเป็นปีที่มีความหมาย ให้ความสุข ความดี และความงาม แก่ชีวิตของเรามากกว่าเดิม นี่เป็นของขวัญวันปีใหม่ที่เราทุกคนสามารถมอบให้แก่ตัวเอง แต่จริง ๆ แล้วมันคือของขวัญวันปีใหม่ที่เราให้แก่ทุกคนที่เราติดต่อสัมพันธ์ด้วย

พิพัฒน์
pptstn@yahoo.com

19 ความคิดเห็น:

Nuch & Tor กล่าวว่า...

สวัสดีปีใหม่ครับ

ขอให้สุขภาพแข็งแรงนะครับ
ขอให้มีบทความ+ลิงค์ดีๆ
มาให้พวกเราได้รับรู้ได้ศึกษาต่อๆไปนะครับ

บุญรักษาครับ...

ติ๊ก กล่าวว่า...

อ่านในหนังสือเล่มหนึ่ง เขียนไว้ว่า อายุขัยของมนุษย์อยู่ที่ประมาณ 85 ปี เหลือเวลาใช้ชีวิตอีกตั้ง 35 ปีแน่ะ ^^

Mr.high กล่าวว่า...

สวัสดีปีใหม่นะครับ

ขอให้มีความสุข สุขภาพแข็งแรงนะครับ

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

สวัสดีครั้งสุดท้ายในปีเก่าค่ะ

เคยมีใครคนนึงบอกเราว่า "การได้รู้จักกับเราเขารู้
สึกเหมือนคนจนถูกล็อตตารี่" เราไม่ได้เข้าใจนักแต่ เราก็พยายามไปสังเกตคนกลุ่มนี้เท่าที่มีโอกาส วันนึงเราก็ได้เห็นคนถูกล็อตตารี่จริงๆ ไม่รู้หรอกว่ามูลค่าสักเท่าไหร่ แต่ดูเขาดีใจซะเรางง และเราก็ยิ้มอย่างเป็นสุขใจทุกครั้งที่นึกถึง "คำพูดคำนั้นของเขา" และวันนี้เราอยากบอกว่า การที่เรามาพบบล็อกนี้ โดยบังเอิญ เราดีใจ ไม่ได้ดีใจเพราะได้ของฟรี แต่ เราได้เข้าใจถึงใจคนที่ถูกล็อตตารี่แล้ว

ขอบคุณ ปี 2551 ที่พาเรามาที่นี่

we're friends.

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

สวัสดีปีใหม่ 2552 ค่ะ
we're friends.

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

สวัสดีปีใหม่ค่ะ
ขอให้อาจารย์มีความสุข สุขภาพแข็งแรงนะคะ
Grace

WhiteLinee กล่าวว่า...

โดยส่วนตัวผม ผมอยากให้คุณพิพัฒน์ลองหันหน้าเข้าปฏิบัติธรรมครับ แล้วจะพบกับความจริงของชีวิต คำถามต่างๆ เช่น เราเกิดมาทำไม บุญกรรมคืออะไร มีจริงไหม ทั้งหมดนี้อยู่ในพระไตรปิฎกหมดแล้ว(แต่คนทั่วไปจะอ่านไม่เข้าใจ ต้องปฏิบัติกับพระ)ส่วนบล็อกเหล่านี้คุณได้ให้กับเพื่อนมนุษย์มามากพอแล้ว เพียงแค่ manage ความรู้ที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ง่ายต่อการเรียนรู้ สำหรับมือเก่าและมือใหม่ ก็เพียงพอแล้วครับ ถือว่าเป็น 1 ความเห็นนะครับ เสียงภายในที่ดังออกมาไม่ว่าจะแย้งผม หรือ เห็นด้วย ขอให้เพียงเรารับรู้เฉยๆ ไม่ต้องตัดสินครับ

Ji กล่าวว่า...

สวัสดีปีใหม่ครับ

ขอบคุณสำหรับ blog ดีๆ

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

สวัสดีปีใหม่ค่ะ ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้โปรดดลบันดาลให้คุณพิพัฒน์มีสุขภาพที่แข็งแรง มีความสุขมากๆ ประสบความสำเร็จในสิ่งที่หวังไว้ทุกประการค่ะ

ขอขอบคุณจากใจจริงค่ะ สำหรับสิ่งดีๆ ใน blog นี้

platoosom กล่าวว่า...

ผมได้เจอกับเว็บของท่านโดยบังเอิญ ในเมื่อไม่นานมานี้ เมื่อได้อ่านหลายๆ เรื่อง ที่ได้แนะนำไว้ นึกว่าตัวเองโชคดีมาก ที่ได้เจอกับที่นี่

ชีวิตได้เจอกับอะไรหลายสิ่งหลายอย่าง แต่สิ่งที่เจอแล้วรู้สึกว่าดีจริงๆกับชีวิต และยอมรับได้อย่างเต็มใจ มีไม่กี่อย่าง บล้อกนี้คือหนึ่งในสิ่งที่พูดได้เต็มปากว่า ดีสำหรับชีวิตผมจริงๆ

ปีใหม่เป็นธรรมเนียมอย่างหนึ่งว่า ควรอวยพรให้แก่กัน ผมก็ขอให้ท่านมีชีวิตที่เป็นประโยชน์ แก่เพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไปอีกนานแสนนาน

หากเป็นไปได้ ผมอยากจะเจียดน้ำมันในถังของผม ให้ท่านสักนิด เพื่อเราจะได้ขับรถแห่งชีวิตนี้ ไปด้วยกันอีกสักหน่อย

ขอเป็นกำลังใจ และชื่นชม ในสิ่งที่ท่านทำ

pipat - blog writer กล่าวว่า...

เรียนทุกท่าน
หากผมเป็นเหมือนนักวิ่ง ไม่ว่าท่านจะเป็นผู้เชียร์ตามเส้นทางที่ผมวิ่งผ่าน หรือคนที่ร่วมวิ่งกับผม ผมล้วนได้รับความยินดีที่ท่านหยิบยื่นให้ ขอบคุณมากครับ
พิพัฒน์

marisa กล่าวว่า...

สวัสดีปีใหม่ค่ะ...และขอบคุณสำหรับเว็บดีๆแบบนี้ด้วยนะคะ ตอนนี้อยู่อเมริกาได้ประมาณปีกว่าๆแล้วค่ะ แต่ภาษาไม่ได้เรื่องเลย โชคดีมาเจอเว็บนี้โดยบังเอิญเมื่อปีที่แล้ว และตอนนี้ก็เข้ามาดูอยู่ประจำเลยค่ะ ชอบเว็บนี้มากๆ แล้วก็ได้บอกต่อให้เพื่อนๆเข้ามาดูกันค่ะ...ขอเป็นกำลังใจให้ตลอดไปเลยนะคะ.. สู้ สู้ ค่ะ

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

your life is so beautiful!
a white rose

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

สวัสดีปีใหม่ค่ะ
หนูเองก็ยังคงวนเวียนกับคำถามเหล่านี้เหมือนกันค่ะ
ชีวิตเราเกิดมาเพื่ออะไร อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต
สิ่งที่เราได้มาเเล้วมีความสุขนั่นเพระาเรา มีความสุขเอง หรือเรามีความสุขเพระาคิดว่าคนอื่นเขามองว่าเราเป็นสุข

คำถามเหล่านี้ยังคงหมุนเวียน อยู่เสมอ แม้หนทางที่คนอื่นบอกว่าดี ก็ยังคงไม่มั่นใจว่าดีจริงใหม เกิดความหวั่นไหวในการเดินทาง

แต่เวลาที่ผ่านมาก็ได้แต่กลัว ไม่มั่นใจหวั่นไหวในการเดินทาง แต่ถ้าเราไม่คิดที่เดินทางด้วยตนเองก็คงไม่รู้
ขอบคุณค่ะที่แนะเเนวทางในการเดินทาง อย่างน้อยก็ทำให้ได้ทบทวนถึงเรื่องราวที่ผ่านมา หนูเองก็เดินทางมาได้แค่ครึ่งทางของอาจารย์ ก็ไม่รู้ว่าเส้นทางก็ยาวสักแค่ไหน เจอเรื่องร้ายก็ยังร้องไห้อย่างหนัก เจอเรื่องดีก็ยังดีใจสุด ๆ

หนูคงต้องค้นหาคำตอบเหล่านี้ด้วยตนเอง ขอบคุณค่ะ

สวัสดีปีใหม่

Pipat กล่าวว่า...

เรื่องหนึ่งที่อยากบอกก็คือ
ให้รู้ว่าเรากำลังแสวงหาคำตอบ
แต่แม้ว่ายังไม่ได้พบคำตอบ ก็ไม่ต้องกังวลหรือร้อนใจ
ขอให้มีความเชื่อมั่นว่า ถ้าเราคิดดี พูดดี ทำดี
คำตอบจะมาหาเราเอง
แม้อาจจะมาช้าไปบ้างก็ตาม
เพราะเราอยู่ในเส้นทางของความดี
พิพัฒน์

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ขอบคุณมากค่ะสำหรับข้อคิดของคุณอา
หนูก็เคยผ่านช่วงเวลาที่คิดหาคำตอบให้กับตัวเองเหมือนกัน ว่าเราต้องการอะไร อะไรคือทางเลือกของเรา คิดไปจนปวดหัว ไม่มีความสุข แต่เมือเวลาผ่านไปมันก็มีคำตอบของมันเองค่ะ
ตอนนี้ก็คิดว่าจะทำดีทุกวันๆค่ะ
Happy Every Day

pipat - blogger กล่าวว่า...

จะทำดีทุก ๆ วัน & จะประคองใจให้มีสติและเป็นสุขทุก ๆ วัน
ทำทั้ง 2 อย่างนะครับ
อย่าทำแค่อย่างแรกอย่างเดียว

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

สวัสดีครับ น้าพิพัฒน์

ผมแอบใช้ Blog ของน้ามานานแล้วครับ บางทีงานของผมจำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษอยู่บ่อยๆ หลายครั้งเจอทางตัน เลยต้องเข้าคลิกหาข้อมูลในนี้บ่อยๆ จนมาถึงวันนี้ ผมได้มีโอกาสคลิกหน้า Blog หน้าแรกของน้า และได้ทำความรู้จักกับเจ้าของบล็อก และผมตั้งมั่นว่า ผมจะค่อยๆ อ่านหน้า blog ของน้าไปเรื่อยๆครับ เพื่อภาษาอังกฤษของผมจะได้ดีขึ้น (ปัจจุบันก็ยัง งู งู ปลา ปลา ครับ)

ขอบคุณมากครับ ที่สร้าง Blog นี้ขึ้นมาครับ
อภิชา อุตมะโน (เอ็ม)

pipat - blogger กล่าวว่า...

เคยอ่านลิงค์นี้หรือยังครับ
เรื่องส่วนตัวที่ผมอยากเล่า
พิพัฒน์