วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2553

[1469] ด้วยใจรักและใจสู้ เราจะเดินสู่ความสำเร็จ

สวัสดีครับ
อะไรคืออุปสรรคของการเรียนภาษาอังกฤษ ?

ถ้าดูจากความเห็นของผู้ตอบแบบสอบถามในบล็อกนี้ ต่อคำถาม ในการฝึกภาษาอังกฤษ ข้อใดที่ตรงกับท่าน ก็จะได้คำตอบอย่างนี้ครับ
ใช้คอมฯ, ใช้เน็ต ไม่ค่อยเป็น จึงเรียนจากเน็ตลำบาก 2 %
ไม่ถนัดที่จะเรียนด้วยตัวเองผ่านเน็ต อยากจะเรียนกับครูมากกว่า 5 %
ไม่ค่อยมีกำลังใจ หรือท้อแท้ที่จะเรียน 13 %
ไม่ค่อยมีเวลาเรียน 22 %
ไม่ค่อยมีพื้น ทำให้เรียนเพิ่มเติมด้วยตัวเองได้ยาก 24 %

แต่จำนวน % ที่มากที่สุดเป็นข้อสุดท้ายนี้ครับ
ไม่มีปัญหา ถึงมีก็พร้อมที่จะสู้ และฝึกให้เก่งขึ้นให้ได้ 31 %

ถ้าให้ผมตีความทีละข้ออย่างง่าย ๆ ผมก็ขอพูดอย่างนี้ครับ
-มีเพียง 2 % ที่บอกว่า ใช้คอมฯ, ใช้เน็ต ไม่ค่อยเป็น จึงเรียนจากเน็ตลำบาก, นี่เป็นเรื่องที่น่ายินดีนะครับ เพราะแสดงว่าคนไทยเดี๋ยวนี้เป็น netizen (a person who uses the Internet) มากขึ้น และมีปัญหาเพียง 2 % เท่านั้นเองในการใช้เน็ตเป็นเครื่องมือในการศึกษาภาษาอังกฤษ
-มี 5 % บอกว่า ไม่ถนัดที่จะเรียนด้วยตัวเองผ่านเน็ต อยากจะเรียนกับครูมากกว่า, ผมว่านี่ก็น่ายินดีอีกเช่นกัน เพราะแสดงว่าคนไทยที่ใช้เน็ตกว่า 95 % สามารถปรับตัวเองได้ให้สามารถใช้เน็ตเป็นครูแทนครูซึ่งเป็นคน
-มีอยู่ 2 ข้อที่ผมเห็นว่าคงจะเกี่ยวข้องกันอยู่พอสมควร คือ 13 % บอกว่า ไม่ค่อยมีกำลังใจ หรือท้อแท้ที่จะเรียน และ 24 % บอกว่า ไม่ค่อยมีพื้น ทำให้เรียนเพิ่มเติมด้วยตัวเองได้ยาก รวม 2 ข้อนี้ก็เท่ากับ 37 % ถ้าเป็นคนที่ยังเรียนหนังสืออยู่ก็แสดงว่า เรียนไม่ค่อยรู้เรื่อง และถ้าความไม่รู้เรื่องเช่นนี้อยู่ยั้งยืนยงไปจนถึงวัยทำงาน ถ้าอยากจะฟิตหรือฟื้นภาษาอังกฤษ ก็อาจจะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีพื้นให้ฟื้น จึงขาดกำลังใจ หรือพื้นเดิมเตี้ยเติมลำบาก
-มีอยู่ 25 % บอกว่า ไม่ค่อยมีเวลาเรียน กลุ่มนี้ส่วนใหญ่น่าจะเป็นคนที่ทำงานแล้ว และต้องการฟิตภาษาอังกฤษแต่ไม่มีเวลา ฟิตไปเพื่ออะไร? จากแบบสอบถามเดิมก็ได้รับคำตอบว่า 40% จะนำเอาความสามารถนี้ไปทำงานในหน้าที่ – อาชีพ และ 53 % จะนำไปใช้ในการหาความรู้
แต่ที่น่ายินดีก็คือ กลุ่มที่ใหญ่ที่สุด คือ 31 % ตอบว่า ไม่มีปัญหา ถึงมีก็พร้อมที่จะสู้ และฝึกให้เก่งขึ้นให้ได้

ถ้าจะสรุปคร่าว ๆ อีกครั้งหนึ่งก็ต้องพูดว่า คนไทยประมาณ 70 % มีปัญหาในการศึกษาภาษาอังกฤษ ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง คำสรุปเช่นนี้อาจจะไม่ถูกต้องนัก แต่เอาเป็นว่านี่เป็นภาพคร่าว ๆ แล้วกันครับ

จากปัญหาการศึกษาอังกฤษที่กล่าวมาข้างบนนี้ ถ้าสรุปสาเหตุก็จะได้สั้น ๆ ว่า ขาดกำลังใจ, ขาดพื้นฐาน, และ ขาดเวลา

สำหรับคนที่มีกำลังใจอย่างเต็มเปี่ยม, มีพื้นภาษาอังกฤษที่ฝึกฝนมาดีทำให้การต่อยอดไม่ใช่เรื่องยาก, และมีเวลาเพียงพอต่อการฟิตฟื้นฟูทักษะ บางคนอาจจะไม่เข้าใจว่า การขาดกำลังใจ, ขาดพื้นฐาน, และ ขาดเวลาในการศึกษาภาษาอังกฤษนั้น ถ้ามันขาดเอามาก ๆ มันอาจจะคล้าย ๆ คำพิพากษาว่า ชาตินี้คุณไม่ต้องไปหวังว่าจะเก่งภาษาอังกฤษหรอก คุณทำไม่ได้หรอก!

แต่ผมเป็นคนที่ไม่เชื่อคำพิพากษาบ้า ๆ บอ ๆ แบบนี้ และบล็อกนี้ก็เกิดขึ้นมาด้วยความเชื่อว่า ไม่ว่าจะขาดกำลังใจ, ขาดพื้นฐาน, ขาดเวลา มากเพียงใดก็ตาม แต่ทุกปัญหาก็แก้ไขได้ ถ้าเรามีใจ - - ใจรัก และใจสู้

เราทุกคนเรียนมาตั้งแต่ชั้นประถมแล้วว่า ธรรมะที่นำไปสู่ความสำเร็จ หรืออิทธิบาท 4 นั้น คือ ฉันทะ-วิริยะ-จิตตะ-วิมังสา
ฉันทะ คือ ใจรัก
วิริยะ-จิตตะ-วิมังสา คือใจสู้


ขอเพียงเรามี ใจรัก และใจสู้ ไม่ว่าเราจะขาดกำลังใจ, ขาดพื้นฐาน, และ ขาดเวลา มากมายเพียงใด การเก่งภาษาขึ้นกว่าเดิมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ถ้าเราตั้งใจทำให้มันเกิด... และเลี้ยงดูให้มันเติบโต

เข้าใจว่าหลายท่านคงเคยอ่านหนังสือพระมหาชนกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ หลังจากที่พระมหาชนกว่ายน้ำอยู่ในทะเลนาน 7 วัน 7 คืนนางมณีเมขลาก็มาช่วยอุ้มจากน้ำกลับไปยังกรุงมิถิลา

แต่อาจมีบางท่านตั้งคำถามว่า ถ้าว่ายน้ำอยู่ตั้ง 7 วัน 7 คืนแล้ว และนางมณีเมขลาไม่มาช่วย พระมหาชนกมิต้องจมน้ำตายกลายเป็นวิญญาณเฝ้ามหาสมุทรหรอกหรือ? เข้าทำนอง ความพยายามอยู่ที่ไหน ความพยายามอยู่ที่นั่น ลงทุนฟิตภาษาอังกฤษด้วยตัวเองมาตั้งนานแล้ว ก็ไม่เห็นกระเตื้องขึ้นเลย เมื่อไหร่นางมณีเมขลาจะมาช่วย อย่างนี้มิต้องว่ายน้ำในทะเลภาษาอังกฤษนี้ไปจนตายหรอกหรือ?

ถ้าท่านใดที่กำลังฟิตภาษาอังกฤษและเกิดความรู้สึกเช่นนี้ ผมมีคำถามให้ท่านตอบ 2 ข้อ คือ
ข้อที่ 1- ท่านฟิตภาษาอังกฤษด้วยใจรักและใจสู้หรือเปล่า? เพราะถ้าหากว่าท่านเรียนอย่างคนไร้ใจ ผลที่ได้ก็มักไม่ดีสมใจ ใจรักทำให้เกิดการเรียนรู้ ใจสู้ทำให้เกิดความสำเร็จ เมื่อไร้ทั้งใจรักและใจสู้ ก็คงไม่ได้รับทั้งการเรียนรู้และความสำเร็จ

ข้อที่ 2- เมื่อท่านศึกษาภาษาอังกฤษอย่างต่อเนื่อง จริงหรือที่ท่านไม่เคยเห็น “นางมณีเมขลา” (ความสำเร็จ) มาหาท่านเลย? ในชีวิตจริงของคนที่พยายามศึกษาภาษาอังกฤษนั้น ไม่มีนางมณีเมขลามาปรากฏกายอย่างปาฏิหาริย์ดึงท่านออกจากภาวะ unskilled ไปสู่ภาวะ skilled อย่างหน้ามือเป็นหลังมือในชั่วข้ามคืนหรอกครับ แต่ความเก่ง ทักษะ หรือความชำนาญ ที่เกิดขึ้นนั้น เกิดขึ้นทุกวันและเกิดขึ้นจริง ๆ ตามการฝึกฝนของท่าน นี่ไม่นับเป็นปาฏิหาริย์หรือครับ? แต่ท่านอาจจะใจร้อนเกินไปท่านก็เลยไม่เป็นปาฏิหาริย์อันนี้ ยิ่งถ้าเลิกฝึกหรือฝึกอย่างไม่มีใจ ปาฏิหาริย์ “มณีเมขลา” ที่เคยมาปรากฏให้เห็นอยู่บ้างก็คงหายไปเลย

ปาฏิหาริย์เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องสร้างขึ้นมาด้วยตัวเองครับ นางมณีเมขลาคงไม่มาช่วยเหลือพระมหาชนกให้พ้นจากน้ำหรอกครับ ถ้าพระมหาชนกไม่ยอมว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอดนานถึง 7 วัน 7 คืน เพราะฉะนั้น “นางมณีเมขลา” หรือความสำเร็จหรือปาฏิหาริย์นั้นเป็นสิ่งที่พระมหาชนกสร้างขึ้นมาเอง โชคหรือความสำเร็จของพระมหาชนกจึงเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ exceptional case อย่างที่หลายคนอาจจะเข้าใจ

ในบล็อกนี้ ผมพูดถึงเรื่อง “ใจ” หลายครั้งว่ามีความสำคัญมากในการฝึกให้เก่งภาษาอังกฤษ จนหลายท่านาจจะรู้สึกว่า ผมให้ความสำคัญกับเรื่องใจมากเกินไป แต่ถึงอย่างไรผมก็ยังยืนยันว่าเรื่องใจเป็นเรื่องสำคัญในความสำเร็จทุกเรื่อง ไม่ว่าเรื่องการเรียนภาษาอังกฤษหรือเรื่องอะไรก็ตาม - - ใจรักและใจสู้

ผมขอพูดอีก 2 แง่มุมเกี่ยวกับอุปสรรคในการเรียนภาษาอังกฤษ คือ ความกลัวที่เราถูกที่ให้กลัว และความอยากที่ไม่ realistic ทั้งความกลัวและความอยากเช่นนี้แหละครับที่ทำให้หลายคนไม่ได้รับผลสำเร็จเท่าที่ควรจากความพยายามในการศึกษาภาษาอังกฤษ

ผมขออธิบายโดยยกตัวอย่างเปรียบเทียบ มันเป็นประสบการณ์ของเพื่อนรุ่นพี่ในวัยเด็กของผม ผมพิจารณาดูแล้วก็เห็นว่าเป็นตัวอย่างที่ดีมากในการเปรียบเทียบ ความกลัวที่เราถูกที่ให้กลัว และความอยากที่ไม่ realistic ในการเรียนภาษาอังกฤษ

ผมเคยเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังมาครั้งหนึ่งแล้วใน เรื่องส่วนตัวที่ผมอยากเล่า ว่าผมเป็นเด็กลูกน้ำเค็มในลุ่มน้ำแม่กลอง ตอนวัยเด็กหมู่บ้านที่ผมอยู่เป็นหมู่บ้านชาวประมง แต่ละครอบครัวจะมีเรือประมงขนาดเล็กของตัวเองออกไปจับปลาในทะเล สมัยนั้นปลาชายฝั่งในอ่าวไทยยังมีอยู่มากพอสมควร ไม่เหมือนในสมัยนี้ที่หาจับได้ค่อนข้างยาก

เพื่อนรุ่นพี่ที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ชื่อ “อ๊อด” วันที่เกิดเหตุนี้อ๊อดซึ่งเพิ่งเริ่มเข้าวัยรุ่นออกทะเลเพื่อไปจับปลากับพ่อของเขา เมื่อปล่อยอวนลงไปในทะเลบังเอิญอวนไปติดใบพัดที่อยู่ท้ายเรือ พ่อของอ๊อดจึงลงน้ำเพื่อปลดอวนออกจากใบพัด ตอนนี้แหละครับที่พ่อของอ๊อดเป็นตะคิวและจมลงทะเลหายไปต่อหน้าต่อตาอ๊อดซึ่งอ๊อดก็ช่วยอะไรได้ไม่ทัน ภาพที่ปรากฏต่อหน้าต่อตานี้กระทบความรู้สึกของอ๊อดมากเพียงใดคงไม่มีใครรู้

เมื่อพ่อตายหลังจากนั้นไม่นานอ๊อดจึงเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของครอบครัวนำเรือประมงออกหาปลาเหมือนที่พ่อเคยทำ และมีอยู่วันหนึ่งเมื่อไปอยู่กลางทะเลเกิดพายุ อ๊อดมีอาการอย่างคนเสียสติซึ่งคงเพราะคิดถึงภาพที่พ่อจมน้ำไปต่อหน้าต่อตา และก็กลัวว่าตนเองจะเจออย่างนั้นบ้างเพราะเรือประมงขนาดเล็กคงจะจมเพราะพายุขนาดใหญ่ เมื่อพาเรือประมงกลับเข้าฝั่ง อ๊อดมีอาการเสียสติจำใครไม่ได้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ทุกวันนี้เมื่อผมกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมที่แม่กลอง บ่อยครั้งที่ผมเห็นอ๊อดแต่งตัวชุดคล้าย ๆ ลูกเสือออกค่ายเดินไปเรื่อย ๆ ตามริมถนนแถวนั้น กิจวัตรประจำวันของอ๊อดคือออกจากบ้านแต่เช้าในชุดนั้น เดินไปเรื่อย ๆ ทั้งวัน และกลับถึงบ้านในตอนเย็น เขาคงเตรียมอาหารจากบ้านด้วยเพื่อใช้กินทั้งวัน อ๊อดสูญเสียความสามารถในการใช้ชีวิตอย่างคนปกติ ในการทำมาหากิน ตั้งแต่บัดนั้นมาจนบัดนี้ สาเหตุก็เพราะว่าเหตุการณ์กลางทะเลที่ทำให้เขาช็อก

ย้อนมาถึงหลายท่านที่เรียนภาษาอังกฤษ หลายท่าน ณ วันนี้สูญเสียความสามารถในการเรียนภาษาอังกฤษ เพราะถูกเหตุการณ์หลายครั้งในวัยเด็กทำให้ช็อก เกลียด กลัว เบื่อ ภาษาอังกฤษ แม้ตัวอย่างของอ๊อดอาจจะ extreme เกินไปที่จะนำมาเปรียบเทียบ แต่ถ้าพูดถึงสาเหตุแล้วมันก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน

หลายคนที่ถูกครู โรงเรียน กลุ่มเพื่อน และสังคมแวดล้อม ทำให้ช็อก เกลียด กลัว อาย เบื่อ ภาษาอังกฤษ มาตั้งแต่วัยเด็ก เหตุการณ์เช่นนี้อาจจะเกิดขึ้นหลายครั้ง จนมาถึงวันนี้เมื่อผมบอกว่าเราจะต้องมี ใจรักและใจสู้ ในการเรียนภาษาอังกฤษ ก็ยากที่จะทำใจได้ นี่คือความเกลียด กลัว อาย เบื่อ ภาษาอังกฤษ ที่ถูกกระทำให้เกิดขึ้นและหลายคนไม่รู้สึกตัว

แต่เมื่อความจำเป็นในชีวิตบอกให้ต้องเก่งภาษาอังกฤษ หลายคนก็มีความหวังที่ไม่ realistic, คือหวังที่จะเปลี่ยนแปลงอดีตและอนาคตให้เป็นอย่างที่ใจต้องการ เช่น อยากให้ได้เรียนกับครูฝรั่งทั้งปีหรือบ่อย ๆ เรียนหลักสูตรอินเตอร์ เรียนโรงเรียนฝรั่ง ได้รับทุนไปเรียนเมืองนอก ฯลฯ เพราะเชื่อว่าถ้าในอดีตหรือในอนาคตได้อย่างนี้ ตนก็คงจะเก่งภาษาอังกฤษได้เหมือนคนไทยไม่กี่คนที่ได้ออกทีวี หลายคนหวังให้มีนางมณีเมขลามาช่วย ผมอยากจะบอกว่า ในชีวิตจริงไม่มีหรอกครับนางมณีเมขลาที่จะลอยจากฟ้าลงมาช่วย นางมณีเมขลาตัวจริงเราต้องสร้างขึ้นมาเอง ทีละน้อย ๆ ด้วยใจรักและใจสู้

เราจะไม่ใจเสียเพราะความช็อก เกลียด กลัว อาย เบื่อ ภาษาอังกฤษ ในอดีต, เราจะไม่ใจท้อเพราะความหวังที่ไม่ได้ดังใจในปัจจุบัน เราจะเรียนภาษาอังกฤษด้วยใจรักและใจสู้ เราจะสร้างใจของเราขึ้นมาใหม่โดยไม่สนใจอดีตที่ทำให้ใจเราบอบช้ำ ไม่ท้อใจอนาคตที่ทำให้เราไม่ได้ดังใจ เราจะค่อย ๆ สร้างปาฏิหาริย์ให้แก่ตัวเองทีละน้อย ๆ

ท่านผู้อ่านครับ ผมมีความเห็นว่า บัดนี้คนไทยเราได้ก้าวเข้ามาสู่ยุคของโลกที่เราต้องเรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างเพิ่มเติมจากที่คนรุ่นปู่ย่าตายายของเราได้เรียนรู้กันมา และภาษาอังกฤษก็เป็นทักษะของยุคสมัยที่เราต้องเรียนรู้ให้มีขึ้นมา เราปฏิเสธสิ่งนี้ไม่ได้หรอกครับ

ผมเชื่อว่าคนไทยทุกคนทำได้ ผมเองก็กำลังฝึกฝนอยู่เรื่อย ๆ และบล็อกนี้ก็มีไว้สำหรับคนไทยทุกคนที่มีใจรักและใจสู้และต้องการเดินไปสู่ความสำเร็จ เราจะเดินไปด้วยกันครับ

พิพัฒน์
GemTriple@gmail.com

2 ความคิดเห็น:

platoosom กล่าวว่า...

อ่านบทความที่คุณพิพัฒเขียนทีไร บาดลึกลงไปในหัวใจทีนั้น ทำไมถึงได้เขียนบทความได้ดีขนาดนี้

ณัฐญษ กล่าวว่า...

อ่านข้อความของอาจารย์แล้ว เหมือนอาจารย์เข้ามานั่งในใจของพวกเราเลย ขอบคุณอาจารย์ที่เข้าใจ ให้กำลังใจ ให้คำแนะนำ ให้ความรุ้และเทคนิคดีๆๆ นะค่ะ