วันเสาร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2555

[2365]เจอคนให้คุย – เจอหนังสือให้อ่าน


สวัสดีครับ

ผมได้ยินคนพูดและบ่นมามากแล้ว ว่า...

-ไม่เคยเรียนเมืองนอก ไม่ได้เรียนกับฝรั่ง

-ไม่ได้พูดบ่อย  ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษในการทำงาน

-ไม่ได้เข้าคอร์ส conversation, หรือหลายปีจะได้เข้าสัก 1 คอร์ส

มันก็เป็นธรรมดาที่จะพูดฝรั่งไม่ได้,  หรือพูดได้ติดขัดอย่างยิ่ง, จึงไม่อยากพูด, ไม่ยอมพูด, และไม่พูดเด็ดขาด



ถ้าท่านอายุยังน้อย, ยังเรียนไม่จบ, หรือเรียนจบแล้ว กำลังหางานทำ, หรือเพิ่งทำงานได้ไม่นาน แต่ขณะนี้สนใจภาษาอังกฤษแต่เพียงเบาบาง  ท่านอาจจะต้องมีภาระหนักหน่อยในอนาคตในการฟิตภาษาอังกฤษ  เมื่อถึงวันอันจำเป็น



เมืองไทยยุคนี้ ภาษาอังกฤษเป็น a must-have ไปซะแล้ว ทุกคนต้องมี,  มีเพื่อการงาน,  มีเพื่อการหาความรู้, มีเพื่อมิตรภาพกับคนไกล-คนต่างชาติต่างภาษา, มีเพื่อเปิดหูเปิดตาแม้ไม่ได้ก้าวขาออกจากบ้าน, และมีเพื่ออะไรต่ออะไรอีกเยอะแยะ


เมื่อมันเป็น a must-have ที่ต้องมีเพื่อสื่อสารโดยการพูดหรือเขียน แต่ท่านไม่สามารถที่จะ have มันได้ โดยอ้างสาเหตุตามที่ไฮไลต์สีชมพูข้างบน ท่านจะทำยังไง?


ผมเคยให้ความเห็นมาหลายครั้งแล้ว และก็ขอพูดซ้อีกครั้ง

คือทักษะในภาษาอังกฤษมี 2 ประเภท
คือ 1 active skill ทักษะที่แสดงออกไปให้คนอื่นได้ยิน (คือพูด) และให้เขาอ่าน (คือเขียน)
และ 2 passive skill คือทักษะที่เข้าใจสิ่งที่คนอื่นพูด (คือฟัง) และสิ่งที่คนอื่นเขียน (คืออ่าน)

คนที่อยู่ในประเทศที่ภาษาอังกฤษเป็นภาษาประจำชาติหรือเป็นภาษาทางการ เขาก็ได้ใช้ภาษาอังกฤษ ทั้งฟัง – พูด – อ่าน – เขียน เป็นปกติ  แต่ประเทศอื่นที่ใช้แต่ภาษาแม่ของตน นาน ๆ จะใช้ภาษาอังกฤษสักทีก็คงไม่สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่วถูกต้อง นี่เรื่องธรรมดาครับ

แต่เมื่อโลกมาถึงยุคที่ภาษาอังกฤษเป็น world language อันดับ 1 ของโลกมีคนพูดกว่า 1,800 ล้านคน เราคนไทยอยู่ในประเทศที่คนทั้งโลกรู้จักและอยากมาเที่ยว ถ้าพูดภาษาอังกฤษได้ก็คงจะดีไม่น้อย แต่ถ้าพูดไม่ได้ก็คงจะแย่ไม่น้อย

ครูบาอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำมากมายเกี่ยวกับการเก่งภาษาอังกฤษ  ท่านลองเข้าไปที่ Google และพิมพ์คำว่า   วิธีเก่งภาษาอังกฤษ
Google  ก็จะบอกเลยว่า มี “ผลการค้นหาประมาณ 3,050,000 รายการ” แสดงว่าคนที่สนใจเรื่องนี้มีมากจริง ๆ

สำหรับผมซึ่งไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญอะไรเลย ขอจอยน์ด้วยคน โดยให้ความเห็นง่าย ๆ สั้น ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า
เจอคนให้คุย – เจอหนังสือให้อ่าน
เรามีโอกาสฝึกคุยน้อย แต่โอกาสฝึกอ่านมีเยอะ การอ่านจะช่วยให้เรารู้ศัพท์, รู้สำนวน, รู้ลีลาของภาษาที่สังเกตได้จากการอ่าน, รู้เกร็ดและสาระที่จำไปใช้พูด, และรู้อะไรต่ออะไรอีกมากมาย

ถ้าการคุยกับฝรั่งหรือกับคนต่างชาติเป็นภาษาอังกฤษ เหมือนกับนักมวยขึ้นชกบนเวที การฝึกอ่านก็คือการซ้อมนั่นแหละครับ นักมวยที่อ่อนซ้อม หรือไม่ยอมซ้อมเลย ยากครับที่จะชนะ หรือไม่มีทางเลยที่จะชนะ  เรื่องอย่างนี้ไม่ต้องบอกท่านก็คงพอเดาได้  

ผมขอพูดว่า คนไทยจำนวนไม่น้อยที่อยากพูดภาษาอังกฤษได้(แต่ไม่ค่อยเจอคนให้คุยด้วย) แต่ทำตัวเหมือนนักมวยที่ขี้เกียจซ้อม พอถึงเวลาชก( คือต้องพูดจริงๆ) ก็แพ้ครับ มันแน่อยู่แล้ว

ผมขอแนะนำเว็บง่าย ๆ ให้ท่านที่ต้องการพูดเก่ง ได้
-ฝึกซ้อมพูดผ่านตา (คืออ่าน),
-ฝึกซ้อมพูดผ่านมือ (คือเขียน),
-ฝึกซ้อมพูดผ่านหู (เหมือนกำลังฟังเสียงคู่สนทนาพูด) 
-และฝึกอ่านดัง ๆ บ้างโดยไม่ต้องมีคนฟัง
จากเว็บข้างล่างนี้ที่ผมคัดเลือกมาแล้วว่าง่าย ผมเชื่อจริง ๆ ว่า คนที่ฝึกจริงก็จะได้รับผลจริง, คนที่ฝึกอย่างใจเย็นก็จะเย็นใจเมื่อได้ฝึก, คนที่ฝึกอย่างใจร้อนก็จะร้อนใจเมื่อได้ฝึก, คนที่ไม่ยอมแพ้ก็จะไม่แพ้

ขอเชิญและขออวยพรด้วยใจจริงครับ...
ดาวน์โหลดหนังสือ outside reading ระดับมัธยม ไปฝึกอ่าน

6 ความคิดเห็น:

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

รักอาจารย์พิพํฒน์ และเวปนี้มากมากครับ สัญญาว่าจะแบ่งปันความรู้ให้คนอื่นอีกมากมายครับ ก้อนหิน

pipat - blogger กล่าวว่า...

ดีครับ ช่วย ๆ กันไป คนไทยด้วยกัน
พิพัฒน์

platoosom กล่าวว่า...

คุณพิพัฒครับ ตอนนี้ผมหน้าด้านไปสมัครเป็นรีเซฟชั่นเกสเฮ้า ทั้งที่ภาษาไม่ค่อยกระดิก

ได้ผลมากเลย ได้เงินด้วย เหมือนเขาจ้างให้เรียนภาษาอังกฤษยังไงยังงั้น

ทนทำหน้าตาโง่ๆหน่อยตอนแรก เพราะัฟังแล้วคิดว่าจะตอบว่าอะไรดี หลังๆเริ่มชิน หน้าตาโง่นอ้ยลงหน่อยนึง

ทนให้เขาขึ้นเสียงใส่หน่อย

มันเป็นอีกวิธีหนึ่งในการฝึก แต่มันออกไปทางโหดหน่อย อาจจะน้ำตาไหลพราก เพราะถูกตวาดดุด่า แต่มันคุ้มค่าจริงๆ ภูมิใจในตัวเองด้วยที่ตัวเองกล้าทำ

platoosom กล่าวว่า...

ผมสมัครอยู่กะกลางคืน ทำประมาณทุ่มนึง 5 ทุ่มก็นอนละ งานประจำก็ยังทำปกติ

แค่กล้า รับรองไม่ตาย

pipat - blogger กล่าวว่า...

คุณวัชรเมธน์ครับ ผมชอบใจจริง ๆ ในสิ่งที่คุณทำ ภาษิตว่า ไม่เข้าถ้ำเสือหรือจะได้ลูกเสือ แต่คนที่จะกล้าเข้าถ้ำเสือก็ต้องสวมหัวใจเสือ คนอย่างนี้แหละครับที่มักทำอะไรสำเร็จ เพราะไม่ได้สวมหัวใจแมว แม้ว่าเสือและแมวจะเป็น species เดียวกันก็ตาม - พิพัฒน์

Bloody กล่าวว่า...

เห็นด้วยมาก ๆ เลยค่ะ กับบทความนี้